ต่อต้านการล้มเจ้าฉบับประชาชน(ดาตำๆ..)
 


 

ในฐานะคนไทยตัวเล็กๆที่รักและสำนึกในพระคุณของในหลวง

โดยที่เราไม่ได้เป็นนักการเมือง.. ไม่มีเงิน.. ไม่มีอำนาจมวลชน..

ไม่มีทุนสังคม.. ไม่ใช่ผู้นำความคิด.. ไม่ใช่ไอซีที..

คนอย่างเราจะไปทำอะไรได้?

Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth Money mouth

 

ระยะนี้สถานการณ์เว็บหมิ่นฯ(โจมตีสถาบันกษัตริย์) 

ได้อะเลิ๊ดหนักหน่วงมาก ตามเกมส์การเมือง..เกมส์สังคม

ของผู้หวังผลประโยชน์่ต่างๆภายใต้ผู้นำเยี่ยงนี้

 


เออ ด่าพ่อกู ล้อเลียนพ่อกูเข้าปะ Innocent

 

ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับในหลวง ร.๙ ท่านเคยเจอมาแล้ว 

ตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ตอนขึ้นครองราชย์เมื่อ65ปีก่อนโน่น 

แต่ที่มันเป็นปัญหา ก็คงเพราะว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ๆมากกว่า 

ที่เพิ่งรู้ เพิ่งตื่น เพิ่งปวดกบาล จนขาดสติ ไม่รู้จะจัดการยังไง

 

                                        

 

ผู้เขียนเมื่อสัก7 ปีที่แล้วก็เคยเฮิร์ทเรื่องนี้มาก่อน ดีที่ไม่เคยไปตอบโต้

 คงเพราะยังมี sense อยู่บ้าง ว่าด่าไปก็ไม่ช่วยอะไร

 แต่ในทางกลับกัน มีหลายๆคนคิดว่าต้องแสดงออกรุนแรงเพื่อตอบโต้

 ถือเป็นการปกป้องสถาบันฯ ?

..แท้จริงแล้วอาจเป็นแค่เราเพียงโยนความเจ็บปวดทิ้งไปไกลๆ 

 หรือขว้างกลับไปใส่คนที่ส่งมาให้เราเท่านั้นก็เป็นได้

 เพราะก็ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พบเห็นการตอบโต้อย่างรุนแรง

 แต่สถานการณ์พระเกียรติในหลวงไม่เคยดีขึ้น

 ผู้แย๊วโตหลิงจึงมั่นใจมาก..ว่าควรจะยุติเสียที

 

 

ก่อนอื่น 

ถ้าเราห่วงใยพระองค์จริงๆมากกว่าห่วงแต่ความปวดใจของตัวเองแล้ว 

ขอให้พึงระลึกไว้ว่า เมื่อไรที่ผลงานหมิ่นพระบรมฯต่างๆ 

สามารถสร้างความปวดใจให้เราได้ เมื่อนั้นมันจะกลายเป็น..

 

 

"กับดัก"ทำร้ายในหลวง ที่ดีดที คนที่เจ็บไม่ใช่พวกเราแต่เป็นพระองค์ 

โดยที่เราก็ไม่ได้รู้ตัวสักนิด กลับคิดว่าดี สะใจ ได้ทำเพื่อในหลวงซะงั้น

 

 

 

หากนึกไม่ออก ว่า..แล้วจะไม่ให้ปวดใจได้ยังไง 
ขอแนะนำวิธีคิดง่ายๆให้ลองดู ดังนี้..

 **นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่เหมาะกับภาคประชาชน ที่เป็นไปตามแนวทาง

พระราชดำริการพึ่งพาตนเอง เพราะไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ

ไม่ต้องรอให้มีมวลชน ไม่ต้องระดมทุนบริจาค ไม่มีค่าใช้จ่าย

ให้ต้องสูญเสียเงินทองใดๆ จะรวยหรือจนไม่สำคัญ แม้เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ

ก็มีอำนาจ สามารถทำได้ ด้วยตนเองเพียงลำพัง 

 โดยต้องการเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นเป็นสำคัญที่สุด คือ... "สติ"

 

ผลงานหมิ่นต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง-คลิปตัดต่อ 

 คลิปเสียงการจัดรายการวิทยุชุมชน โพสต์จำพวกข้อความ บทความ บล็อก

 บทวิเคราะห์ การให้สัมภาษณ์สื่อ ฯลฯ ทั้งหลายผ่านเน็ต

 (ไม่รู้สมัยนี้ยังมีใบปลิวอยู่อีกหรือเปล่า?)

 

จะอะไรก็ตาม ทุกครั้งที่เห็นผลงานหมิ่นให้เราใช้สติลองวิเคราะห์ดู

ว่าคนที่(ไม่)สร้างสรรค์แต่ละผลงานนั้นๆขึ้นมา เป็นคนกลุ่มไหน?

เท่าที่ลองนึก พบว่ามีอยู่ประมาณ 2 - 3 ประเภท

 

 

 

1. กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่รู้อะไรเรื่องในหลวงเอาซะเลย

ลักษณะ : กลุ่มนี้จะไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันโดยเจตนา 

 อาจเป็นการโพสต์ความคิดเห็นส่วนตัวแบบสาธารณะ

 ที่ยังอยู่ในขอบเขตส่วนบุคคล(เช่นบล็อก สเตตัส) 

แล้วกลายเป็นเรื่อง ก็เพราะมีคนอยากปกป้องในหลวงไปเห็นเข้า

และได้ขุดเอาข้อความของเค้ามาขยายต่อ..

เพื่อเรียกร้องการรุมประณามจากสังคมออนไลน์

 

กรณีโพสต์ของแฟนคลับร้านอิเกียประเทศไทยบนเฟสบุคนั้น ..ชัดเจนมาก
ว่าเจ้าของสเตตัสเข้าใจในหลวงผิดแบบหลุดขอบโลกไปไกล 

 พิสูจน์ได้จากพระราชกรณียกิจที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
หรือในคลิปวิดีโอเมื่อปี พ.ศ.2538 ในหลวงบอกว่าให้สร้างเขื่อน(แก่งเสือเต้น)
ที่ก็ไม่เห็นสร้างสักที?

พอน้ำท่วมก็กลับมีคนมาโพสต์กล่าวว่า..
เพราะในหลวงบอกให้พอเพียงเลยไม่สร้างเขื่อนเสียอย่างงั้น 
เป็นเหตุทำให้เจ้าของสเตตัสถูกละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง 

  

จากความที่เราคิดว่ามีความชอบธรรมที่จะรุมประณามเขา 

 ซึ่งที่จริงแล้วเราไม่มีสิทธิไปรังควานผู้อื่นแบบนั้นเสียหน่อยนะคะ 

 ไปทำให้ใครสักคนไม่สามารถโพสต์ความคิดเห็นส่วนตัวในที่สาธารณะได้อีก

 ต้องหลบซ่อนตัว เปลี่ยนชื่อปิดบัญชี.. เป็นชัยชนะที่ไม่ชอบธรรมของเรา

  

และแถมมันยังเป็นเครื่องมือ..ช่วยยืนยันให้ขบวนการล้มเจ้า

 อ้างผลงานพวกเราได้อีก ว่าคนรักในหลวงนิยมการละเมิดสิทธิ

 ในการแสดงออกของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วย

 กับการกระทำแบบนี้แน่ เพราะที่จริงมันผิดหลักการอยู่ร่วมกัน

 แม้คนทำจะคิดว่าถูกต้องก็ตาม 

เป็นความด่างพร้อยที่สะสมไปเรื่อยๆ โดยมีปลายทางเป็นพระเกียรติของในหลวงค่ะ

 

แม่มดไม่มีพิษสง อย่าไปล่าเค้าเลย Cool

 

วิธีจัดการกับความรู้สึก : 

ในโลกความจริง(ไม่ใช่โลกออนไลน์)คนกลุ่มนี้ไม่น่ากลัวสักนิด 

 นึกถึงคนตัวเป็นๆประเภทที่สังคมไม่เคยชายตามองดูสิคะ

พวกที่พูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง เพราะไม่น่าเชื่อถือ 

  

อันสังคมปกติที่ไม่ใช่ในอินเทอร์เน็ตก็จะรู้จักตัวจริงของเขา 

และมีประสบการณ์พอจะตัดสินใจว่า จะให้ หรือ ไม่ให้ ความสำคัญ

กับความคิดเห็นของคนคนนี้ 

  

แต่ต่างไปในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของใคร 

มันจะได้รับความสนใจเสมอ

เพราะคนอ่าน อ่านด้วยไม่รู้ภูมิหลังของคนโพสต์

 


ดังนั้น การเดินจากไปหรือให้ความรู้เป็นวิทยาทานก็เพียงพอแล้ว 

(ให้ดีๆนะไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาดูถูก) แน่นอน หากเรารู้จักใครสักคน

ว่าเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริเลยสักนิด 

ในยามที่เขาอ้าปากเตรียมจะวิจารณ์เรื่องเขื่อน..

เราจะอยู่ฟังให้เสียเวลาเปล่าหรือ?

  

  

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเองนี่แหละ

ที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการของในหลวงตัวแม่ 

เราจะไม่สับสนว่าตกลงในหลวงเป็นอย่างที่เขาพูดรึเปล่า เมื่อใจเรานิ่ง

ก็จะไม่ไปโฟกัสที่ความโกรธและความเจ็บปวดของตัวเองมากจนเกินไป

เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคนพูดไม่ได้รู้เรื่องที่ตัวเองพูดเลย

  

ความรู้สึกก็คืออายแทนคนพูดมากกว่า

(ตามสุภาษิต โกรธคือโง่ เพราะเราไม่รู้เราถึงโกรธใช่ไหม)

ยิ่งรู้เรื่องเขื่อน ยิ่งเห็นว่า "อินี่เป็นแค่ตัวตลก"(เห็นแล้วขำ..)

ยังไม่ทันจะคิดโกรธแค้นแม้แต่น้อย ก็เดินส่ายหัวจากไปอย่างไม่ใยดี..

 

  

แค่คนติ๊งต๊อง ไปให้ความสำคัญกับเขาทำไม

คนพูดจาเลอะเทอะไม่สามารถทำลายพระเกียรติในหลวงได้..

พวกเราอย่าไปทำให้มัน..เป็นไปได้ นะคะ


 

 

2. พวกโชว์ออฟ


เป็นจำพวกคนที่ผู้เขียนรู้จักดีที่สุด เพราะตัวเองนี่แหละ
ที่เคยเป็นคนประเภทนี้มาก่อน

ชีวิตนี้พ่อแม่ไม่เคยสอนให้รักในหลวงหรือสำนึกคุณแผ่นดินเกิดเลย
กลับกัน..ครอบครัวผู้เขียนนิยมการแสวงหาเงินทุนมาทั้งชีวิต
และบูชาฝรั่งด้วยซ้ำ 
แต่โชคดีที่ความหลง
ใน "คนต่างชาติสมองดีช่างคิด" ได้เดินทางไปสู่การพบฝรั่งดีๆหลายคน
ที่มาสั่งส