[เกริ่น]

ถ้าจะมีใครที่รู้จักงานนี้ แล้วเคยได้ติดตามบล็อกนี้อีกด้วย คงจะ'งุนงง'ไม่น้อย ว่าเจ้าของบล็อกไปทำอะไรที่งานแบบนี้วะ?
เพราะที่รู้ๆกันคือเราอยู่ฝ่ายติดลบ(-)มาตลอด อ้างว่าเป็นชาวร็อกบ้าง นิยมความรุนแรงบ้าง เขียนอะไรดุเดือด มองโลกในแง่ร้าย
ไม่เห็นด้วยกับความปรองดอง(เมื่อนานแล้ว)โดยไม่สนว่าใครจะว่ายังไงบ้าง แม้ระยะหลังๆพอมีลูกแล้วจะเปลี่ยนท่าทีมาเป็นคนดีบ้าง
แต่ก็ไม่น่าจะ in ขนาดไปปรากฏตัวในอีเวนท์เป็นเรื่องเป็นราวขนาดได้นี้ ชิมิล่ะ..!

คือว่า..เส้นบางๆระหว่างพวกกลางกลวงที่ปฏิเสธความเป็นจริงของโลก(อันแสนโหดร้าย) กับ คนคิดบวกได้จริงๆเนี่ย
มันมองยากนะ ถ้าไม่มาเป็นเรา..ฮาล์ฟบลัด, ลูกผสมระหว่างแวมไพร์กะไลเคน
 หรือข้อเท็จจริงที่ว่าเราเคยอยู่ทั้งฝ่ายคิดลบ
และคิดบวกมาแล้ว คงยากที่จะเห็นว่าทั้ง 2 อย่างที่ว่ามาเนี้ยะ(คนบวกกลวงๆกับคนบวกจริงๆ) มันมีอยู่จริงๆนะ 

การที่เราหันมาคิดบวกเป็นเพราะ หนึ่ง..สงสารประเทศไทย กับสอง..คือเรามีแบบอย่าง(ไอดอล)ที่เป็นคนคิดบวกหลายคนเลย
ที่กลายเป็นแรงจูงใจโฮกใหญ่ ที่ทำให้ฉุกคิดและตั้งคำถามขึ้น..ว่าทำไมคนที่เราคิดว่าเจ๋งเขาถึงคิดบวกล่ะ? มันดีตรงไหน?
คิดอย่างนั้นได้ยังไง? และในที่สุดจึงลองเปิดใจเริ่มมองตามเขาบ้าง และแล้วก็พบสัจธรรมเลยพระเจ้าข้า.. วันนี้ เราคิดบวกแล้วค่ะ

ผลงานการคิดบวกของเราคือ...
(มีผลงานพิสูจน์ด้วยเว่ย)
  • เราเลิกด่าหนังไทยมาสักระยะแล้ว 
    และจะทยอยเลือกรับชมผลงานของผู้สร้างที่ตั้งใจทำ..ที่พบว่ามีหลายเรื่องที่ตั้งใจทำ ส่วนในบางสิ่งที่ยังไม่ดี ก็ติชมกันไป ให้โอกาสเขา ให้เวลาเขาปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยจะวิจารณ์อย่างไม่อคติ อะไรที่ลอกเขามาก็คงแนะนำเขาไป..ว่าให้เป็นตัวเองเถอะ ทำอย่างงี้ๆก็แล้วกันนะ(เป็นข้อๆ 1,2,3,4) คือจะนั่งลงคิดหาทางแก้ไขให้ ไม่ใช่.."กูไม่ดูหนังไทยโว้ย"(เหมือนแต่ก่อน
    ) คิดว่าตัวเองฉลาดแสนรู้ทันพวกก้อป ด่าอย่างเดียวและเอาแต่คิดว่าเราคงไม่เจริญหรอก ..เลิกทำแล้วค่ะ เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เราสงสารประเทศไทยมากเลย 

    ก็เลยอยากจะปลอบใจพวกเราด้วยกัน ใช้หนึ่งสมองสองมือของตัวเองที่คิดว่าพอจะมีคุณค่า.. คิดเรื่องเล็กๆ เป็นพลังเล็กๆ 
    ที่ช่วยกัน.. ดันๆ.. ดุนๆ.. ขับเคลื่อนประเทศไปทีละนิดๆ.. เหมือนการจราจรที่แจ้งวัฒนะยามเย็นดีกว่า
  • เรื่องการเมือง 
    เห็นชัดที่สุด ว่าหันมาเข้าใจคนที่บอกให้รักกันและก็พูดเองด้วย ฉะนั้นพวกฮาร์ดคอร์ทั้งหลายก่อนที่จะด่าเรา 
    ก็กลับไปอ่าน entries เก่าๆของเราบ้าง.. ว่าก็เคยพูดแบบเดียวกับคุณมาแล้วทุกอย่าง ฉะนั้นเราไม่ใช่พวกกลวงหรอก แต่ทำไมเราเปลี่ยนไป? นั่นเป็นการบ้านของคุณแล้วว่ะ

อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าพอจะให้เครดิตกันบ้าง ก็คุ้มค่าที่จะเขียนและโดนต่อว่า..ว่าเกริ่นอะไรยาวจัง แล้ว..

[/เกริ่น]
 
 
 
Ignite Thailand++ จุดประกายความคิด เมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายน 2553 ณ ลุมพินีสถาน 
 

เมื่อกล่าวถึงงาน Ignite ก็มีคนพูดถึงงาน Pecha-Kucha ขึ้นมา จึงไปทำการบ้านมาคร่าวๆ.. จนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับไอเดีย การนำเสนอ และจุดเด่นคือคอนเซ็ปต์ที่มีต่อกรอบเวลาการขึ้นพูด (คงทำให้งานไม่น่าเบื่อน่ะ) ..คือมีจะคนขึ้นพูด 20 คน แต่ละคนจะมีสไลด์ประกอบ 20 แผ่นใช้เวลาแผ่นละ 15 วินาทีสำหรับ Ignite และ 20 วินาทีสำหรับ Pecha-Kucha โดยงานหลัง[เพชะคุชะ]ดูเหมือนหัวข้อในการพูดจะหนักไปทางอาร์ตๆ ดีไซน์ ละมั๊ง 
ไปอ่านเอาเองละกัน..ขี้เกียจละ 

chlta

ต่อไปนี้คือเสียงสะท้อนจากเราในฐานะผู้เข้าฟังคนหนึ่ง 
เขียนไว้เผื่อจะมีประโยชน์ค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้เกลานะ เรารีบ

 
 
สั้นๆกับเรื่องสถานที่
  • ระบบเสียงในงานยังไม่ดีค่ะ คนทางบ้านที่ชมจากคลิปใน youtube ก็บ่นมาด้วย..ว่าฟังในคอมฯไม่ได้ศัพท์เลย 
    ส่วนที่เรานั่งฟังอยู่ในงานตรงเก้าอี้โซนหลัง มันพอฟังได้ แต่เสียสมาธิง่ายและบางคำก็ไม่สามารถจับใจความได้จริงๆ

  • เรื่องของห้องน้ำไม่ค่อยสะอาด (ของผู้หญิง)ไม่มีกระดาษบริการ แต่ห้องน้ำมีเพียงพออย่างไม่น่าเชื่อ 
    ขนาดเข้าตอนพักเบรค มีจุดนึงที่ชำรุดต้องเดินไปเข้าข้างๆเวที เลยนึกว่าจะรอคิวยาวแต่ก็เปล่าเลยค่ะ แค่1คิวเอง
    อาจเป็นเพราะคนอื่นๆเขาไม่ได้กินไอติมกะทิ +น้ำใบบัวบก และน้ำดื่มขวด350cc.หมดรวดเดียวเหมือนเรา  

  • ของว่างและกิจกรรมจากผู้สนับสนุนดีเลย อร่อยดี ตามมาตรฐาน มีคอนเซ็ปต์อีกต่างหาก เพียงแต่..
    เราไม่ได้คิดว่าจะได้มาทานอะไรที่นี่ เลยไม่ได้หยิบกระดาษทิษชู่ลงมาจากรถด้วย (จอดรถอยู่อีกฝั่ง..ไกลมาก)
    เลยกินไอติมลำบากนิดนึง
 
 
ignite
ขโมยรูปจาก picasaweb ของคุณ sarapuk มาเฉยเลยล่ะ :P

 

บรรยากาศ, Igniter และความรู้สึกในภาพรวม
  • การพูดของ Igniter เราผิดหวังค่ะ แต่คือ..มันเป็นที่เราเอง อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราติดลบมาก่อน ดังนั้นกว่าที่เราจะมีวันนี้ เราได้ผ่านการคิดที่ซับซ้อนวุ่นวายมามาก การพูดปลุกพลังบวกทั่วๆไป จึงไม่ส่งผลอะไรกับเราเลย เพียงแต่ที่ไปตั้งความหวังเอาไว้เยอะก็เป็นเพราะตัว Igniter เอง แต่ละท่านนั้นน่าสนใจมาก เพราะคนคิดบวกที่บ้านเขาให้เครดิตไว้อย่างมากมายมหาศาล เขาบอกว่านี่ระดับพระกาฬทั้งนั้น..(โทษแกนั่นแหละ) แต่ก็นะองค์ประกอบที่สำคัญก็คือผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ต่างหาก ไม่ใช่เรา ก็เลยคิดว่ายากระตุ้นเบาๆระดับนี้ก็คงจะพอสมควรแล้วล่ะค่ะ

  • Igniter บางท่านใช้วิธีแบบนักการตลาดขึ้นมาพูด เรื่องนี้ไม่ชอบเลย ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าในวันนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่การปลุกพลังบวกของคนขึ้นมาเฉยๆมันยังไม่พอ แต่พลังบวกสามารถสถิตย์อยู่ในจิตใจของคนได้อย่างถาวร ทำให้คนสามารถคิดบวกได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเมื่อไหร่..ที่ไหน คิดอย่างมีสติและยั่งยืนได้ ก็เลยไม่รู้ว่าคุณจะดราม่าไปทำไม? 

    น่าจะพูดถึงเนื้อแท้ของความดี และการมองโลกในแง่ดีว่าเป็นอย่างไรมากกว่า เพราะการคิดบวกมันมีจริงอยู่บนโลกอยู่แล้ว แค่หยิบยกมาแนะนำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงมันบ้าง ดีกว่าที่จะแนะนำให้ผู้คน"เชื่อ"ว่ามันมีจริงๆ ไปชั่ววูบ..โดยไม่เคยรู้จักว่ามันคืออะไร

  • สิ่งที่เราชอบที่สุดคือพิธีกร คุณหนุ่ยทำให้งานไหลลื่นและเฮฮาได้มากกว่าที่มันเป็น ขอชมเชยมา ณ ที่นี้ด้วย นึกถึงว่า..ในคลิปวิดีโอน่าจะใส่ช่วงแนะนำโปรไฟล์ที่คุณหนุ่ยพูดบ้างนะคะ เราคิดว่าเขานี่แหละเป็นไฮไลท์ตัวจริง..มากกว่าคุณเดียร์อีก

  • Igniter ที่พูดแล้วชอบคือ @iannnnn @zcongklod และ @roundfinger ค่ะ แต่ละคนหลุดโผคนที่เราคาดหวังไว้หมดเลย แต่เฉพาะที่ชอบคุณนิ้วกลม..ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพิธีกรได้ยกให้เป็นเจ้าแห่งพาวเวอร์พอยท์ เลยประทับใจตามไปด้วย 


เสียงสะท้อนจากคนอื่น ที่มาแจม(แซนด์วิช)ในงานด้วย

เนื่องจากวันงาน..รถของเรามีปัญหาใช้ขับมาไม่ได้ น้องสาวเลยแวะมาส่งเราแทน(เลยได้คุยเรื่องงาน Pecha-Kucha จากน้องสาวนี่แหละ) และได้เข้ามาร่วมฟังในงานช่วงแรกๆ ก่อนที่จะออกไปประชุมที่ออฟฟิศในช่วงค่ำ โดยตอนขากลับน้องเรามีพูดเล่นๆแซวว่า"ไมมีแต่พวกเนิร์ดวะ" 

..ตรงนี้ไม่ได้จะต่อว่าหรือถากถางนะ แต่เป็นข้อสังเกตขำๆที่กลับมีประโยชน์มาก ในเรื่องการชวนคนให้มาคิดบวก 

ขออนุญาตวิเคราะห์ให้ฟัง

คนที่คิดลบหรือต่อต้านและชอบต่อว่าคนคิดบวก..บางคน อาจเป็นเพราะเขาไปยำประเด็นเรื่องของ Look หรือภาพพจน์ ว่าพวกเขาไม่อยากดูเนิร์ดเลยปฏิเสธไปอย่างน่าเสียดายค่ะ ตรงนี้ทำให้คนคิดลบ เสียโอกาสที่จะได้ลองคิดบวก และเข้าใจผิดเสมอมาและอาจจะตลอดไปด้วย ว่า..คนคิดบวกเป็นพวก'กลวง'และคงไม่เคยเจอเรื่องร้ายๆมาก่อนในชีวิต ถึงได้ไม่แสดงออกด้วยบุคลิกเหี้ยห่า กร้านโลกแบบเขา

ฉะนั้น สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ชาวร็อก(บางคน)ไม่กล้าแม้แต่จะลองคิดบวก ก็เพราะกลัวว่าตัวเองจะถูกสังคมสงสัยว่าไม่มีพลังพอ ไม่แมนพอ กลัวภาพพจน์ตัวเองจะหน่อมแน้มและไม่มีใครเจ๋งๆมาคบด้วยในที่สุด(พูดตรงไปป่าวเนี่ย) พูดง่ายๆว่าใจมันขี้ขลาดแต่เปลือกน่ะดูเจ๋งโคตร ก็อย่างที่ว่า ยิ่ง Igniter พูดเรื่องพื้นๆ เพลนๆ ใสๆ เพื่อปลุกพลังบวก หรือซ้ำร้ายบางท่านเจาะจงใช้การตลาดมาพูดเลย แล้วคนฟังก็อิน..ๆๆ กันไป มันยิ่งส่งเสริมภาพพจน์ว่าพวกเรามันกลวงในสายตาของคนห้าวๆ ประมาณนั้น.. 

ยังดีที่เรากับน้องไม่มีปัญหานี้ เพราะเป็นที่ประจักษ์ของชาวร็อกด้วยกันมานานว่ามีความรุนแรงอยู่ในสายเลือด..ฮ่าๆ  หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเราไม่แคร์มากกว่ามั๊ง เลยฉีกออกมาปันหัวพวกนั้นเล่นด้วยการฟังเพลงรักบ้าง ฮิพฮอพบ้าง ดูหนังเมกไรอัน ชมดนตรีคลาสสิค เล่นเปียโน แจมเชลโลกับวงแชมเบอร์สุดเนิร์ด และเป็นเพื่อนกับพวกเขาด้วย อีกทั้งยังแต่งตัวหรูหรา บูติค และตบท้ายด้วยการคิดบวก.. ไงล่ะ งงไปดิ 
 
ก็คงชอบชาวเนิร์ดเพราะพวกเขาฉลาดเหมือนเราอะ..คุยกันได้ แต่มันทำให้ได้สังเกตเห็นลุคของคนที่ต่อต้าน ว่ามันต่างจากคนคิดบวกอย่างชัดเจนมาก และคิดต่อไปได้อีกว่าเพราะอะไร และทำไม..? ต้องขอบคุณน้องสาวที่มองเอาไว้ให้ค่ะ และหากว่าคุณผู้ริเริ่มโครงการคิดบวก..เริ่มจะมี"คนที่เชื่อง่าย อินง่าย" มาเป็นแนวร่วมมากพอแล้วล่ะก็ step ต่อไปถ้าอยากได้กลุ่มคนที่เคยอคติ ไม่เปิดใจ มาเข้าร่วมบ้างก็ลองพิจารณาประเด็นนี้ดู


หมายเหตุ
  • ชาวร็อกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรสนิยมในแนวเพลงทั้งหมด แต่รวมถึงบุคลิกของคนแนวต้าน อย่างคุณนทีนี่ก็ใช่
  • ชาวร็อกบางคนก็กลวงเหมือนกันแหละ ไม่งั้นคงไม่ยึด Looking ไว้เป็นสรณะขนาดนั้นหรอก ไม่แน่จริงนี่หว่า เหอๆ
  • แต่เรายอมรับว่าคนคิดบวกส่วนใหญ่ในขณะนี้ มีภาพพจน์ที่ดีจนเลี่ยน มันไม่เท่ห์ และคนที่กลวงจริงๆมันก็มีอยู่นะ นั่งข้างๆเรา เห็นอยู่ ภาษากายเค้าที่ชวนให้เราตัดสินก็คือ..ใครพูดอะไรอินหมด ทุกประโยค พยักหน้าทันทีแทบจะไม่ได้ประมวลผลอะไรเลย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรจริงๆนะ ให้เกียรติค่ะ คนเราผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่เท่ากัน อย่างน้อย..กลวงแล้วยังมาร่วมคิดกับคนดีๆ ก็จะมีความคิดได้เองในที่สุดแถมเป็นความคิดที่ดีด้วย ดีกว่ากลวงแล้วคิดว่าตัวเองไม่ต้องรับฟังอะไรอีก..หลายเท่า
  • ไอดอลของเราที่ทำให้กลับใจ