อุตสาห์คิดว่ากระแส GT200 จะถูกลืมไปบ้างแล้ว เลยว่าจะย่องเบาเข้ามาเขียนประเด็นที่เหลือจากตอนก่อนให้สบายใจซะหน่อย เพราะในยามนี้เมื่อใครต่อใครก็ไปสี่แยกราชประสงค์กันหมด(แล้วเราว่างพอดี)อคติของคนอ่านก็น่าจะลดลงไปด้วย  ..แต่ที่ไหนได้เมื่อ2-3สัปดาห์ก่อนได้ยินชื่อคุณหมอพรดริฟท์**แว่วๆอีกแล้ว จข.บล็อกก็เซ็งเปร็ดไปเลยดิ -*-

ตอนที่แล้วเขียนเรื่อง GT200 ไป ด้วยแค่อยากจะชวนให้ช่วยกันตั้งสติลดความรุนแรงในการแสดงออก(ที่ไม่เห็นจะจำเป็นตรงไหนเลย)โดยผ่านความเข้าใจจากมุมมองของคนทำงานเท่านั้น แต่พอได้ผ่านเวลาไปได้สักระยะก็คิดอะไรต่อมิอะไรออกมาได้อีกเยอะ วันนี้เลยขอรวบรวมมาแปะบล็อกทิ้งๆไว้แถวนี้ แล้วคุยไปเรื่อยเปื่อยผ่านเรื่องราว 3 เรื่องที่ยกมาก็แล้วกัน ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นบัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งและมีพื้นที่(เวที)ของตัวเองอยู่ตรงนี้เพียงที่เดียว

 
เรื่องที่ 1 "ภูมิปัญญา"กับจิตสำนึก[sense]
 ใครๆต่างก็บอกว่าภูมิปัญญาคือความฉลาดของคนโบราณ คือในสมัยที่เรายังไม่มีตำราความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ คนกลับมีความรู้ในการเอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บ รู้จักการใช้ยารักษา หรือการสร้างที่อยู่อาศัยได้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ อยู่สบาย อยู่แล้วรวย อยู่แล้วมีความสุขด้วย และยังมีการผลิตปัจจัยสี่ต่างๆ ถ่ายทอดเป็นวิชาความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมาจนวันนี้ ..หยิบเรื่องนี้มาก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่จุดกำเนิดของความรู้บนโลก แต่มันเป็นเพียงหลักการที่สามารถนำมาใช้เปิดเผยมิติเชิงลึกของความรู้ที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว โดยการนำมาใช้พิสูจน์ซ้ำๆ ทำให้เรามีความมั่นใจในความรู้นั้นมากขึ้น(ซึ่งก็พิสูจน์ได้ไม่เสมอไปด้วยซ้ำ เพราะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็ถูกล้มด้วยทฤษฎีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา)

ซึ่ง..ที่มาของภูมิปัญญาหรือความรู้เหล่านั้นล่ะ มันมาได้ไง? เรื่องนี้จข.บล็อกไม่แปลกใจนักหรอก เพราะปกติตัวเองจะฝึกฝนทักษะอยู่อย่างหนึ่ง คือ "การฟังสิ่งที่ร่างกายตัวเองเรียกร้อง"อยู่เป็นประจำ(จากการแนะนำของ ELLE แม็กกาซีน) เช่นว่าบางครั้งจะมีความ"รู้สึก"ว่าอยากทานอะไรบางอย่างมากๆ ก็จะใส่ใจตอบสนองมันโดยการไปหามากินซะ และเมื่อกลับมาวิเคราะห์ดูจะพบสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง ว่าเป็นเพราะร่างกายเรามีภาวะไม่ปกติบางอย่าง และอาหารที่เราอยากกินมากๆนั่นเองที่มีสารบางอย่างมาออกฤทธิ์ทางยาแก้ไขอาการไม่ปกติเหล่านั้นได้ และช่วยให้ภาวะในร่างกายเรากลับมาสมดุลเป็นปกติค่ะ.. ก็เลยเกิดเป็นความรู้ส่วนตัวที่ใช้ได้ผลกับตัวเองมาตลอด ป่วยทีไรก็เดินลงไปในสวนหาผักหาหญ้ากิน(เหมือนหมาเลยภูมิใจจัง) ถ้าในบ้านไม่มีก็ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต ถือโอกาสเตรียมอาหารมื้อนั้นๆไป แทนที่จะต้องแบกภาระไปพึ่งพาคุณหมอให้ต้องสอบปากคำ แล้วเสียเงินเสียทองให้โรงพยาบาลจ่ายยาแพงๆมาให้ และทักษะนี้นี่เองก็เป็นภูมิปัญญาโดยแท้เช่นกันที่ได้มาจาก sense+การสังเกตของตัวเอง.. ก็เลยได้เห็นว่าความรู้ในยุคโบราณหรือที่เรียก"ภูมิปัญญา" ก็มาจากเซ็นส์(จิตสำนึกหรือการรับรู้)และการสังเกตแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งมันก็น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักวิทยาศาสตร์ได้ด้วย 

โดยมนุษย์เราก็ได้ให้การยอมรับมานานแล้วว่าความรู้จากภูมิปัญญานั้นมันเวิร์ค(หรือ"ใช้ได้")จริงๆไม่ผิดเลย เพียงแต่รอคอยให้สิ่งใหม่ๆอย่างวิทยาศาสตร์มาอธิบายมันเท่านั้น และยังไม่รู้ว่าจะสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้มากขนาดไหน


เรื่องที่ 2 "วานิลลาเคส สตัดดี้" : อคติและการเปิดใจรับ
 ยกเอา fwd.mail กระฉ่อนโลกอย่าง "Vanilla Ice Cream that puzzled General Motors" ที่หลายคนคงเคยได้อ่านฉบับแปลไปแล้วมากันเลยนะ ทบทวนให้ว่าเป็นเรื่องของลูกค้ารถยนต์ค่ายเจนเนอรัลมอเตอร์ส ที่มีปัญหาเครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติดทุกครั้งถ้าขับออกไปซื้อไอศครีมวานิลลา แต่ถ้าซื้อรสอื่นเครื่องยนต์จะไม่มีปัญหาเลย.. ใครยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ จำเป็นต้องไปหาอ่านก่อนเพราะเราจะคุยต่อค่ะ [กดอ่านหน้าหนึ่งที่เลือกมาให้/ขอบคุณเจ้าของสเปซด้วยค่ะ

การที่วิศวกรของ General Motors ยอมลงไปตรวจสอบ(หรือพูดได้ว่ายอมทำงาน..แบบซีเรียสลี่ด้วย)กรณีที่ข้อสังเกตของลูกค้านั้นฟังดูแสนจะไร้สาระจากการอ้างว่าปัญหาของเครื่องยนต์มันเกี่ยวข้องกับรสชาดไอศครีมนั้น จข.บล็อกนับถือเลยว่าเป็นคนทำงานด้านวิทยาศาสตร์ที่สมควรเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ เพราะมีใจที่เปิดกว้างมาก โดยเขาก็ได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย, เราไม่เห็นว่าเขาจะมาด่วนตัดสินเลยว่า"เฮ๊ย นี่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์" เห็นภาพไหมคะ ซ้ำร้ายหากว่าวิศวกรท่านนี้เกิดมีจิตใจคับแคบ มีอคติ ไม่รู้หน้าที่ตัวเองแถมยังขี้เกียจทำงานเนี่ย อาจจะคิดกล่าวหาลูกค้าผู้ช่างสังเกตและกล้าเปิดเผยข้อสังเกตของตัวเองคนนี้ว่าสงสัยมันคงคิดจะทุจริตอะดิ กะจะโกงบริษัทของเราแหงๆ นี่มาหาเรื่องเคลมประกันหรือเปล่า?(แถมโง่มากที่เอาเรื่องแนวไสยศาสตร์มาเป็นข้ออ้าง)..อะไรงี้ เริ่มเห็นภาพหรือยังคะ ว่าเราต้องการชี้ให้คุณเห็นอะไรเกี่ยวกับอคติและการเปิดใจ?


เรื่องที่ 3 แบทแมนเดอะบีกินนิ่ง
 ในช่วงที่กระแส GT200 กำลังเข้มข้น จข.บล็อกได้ดูคลิปวิดีโอหนึ่งที่เกี่ยวกับ Dowsing (ตอนนี้หาคลิปไม่เจอแล้ว) ทั้งๆที่เจตนาของคลิปดังกล่าวจะบอกว่า Dowsing นั้นไม่น่าเชื่อถือ(เหมือนอยู่ฝ่ายตรงข้าม) แต่มันกลับได้หยิบยกเรื่องของค้างคาวที่สามารถรับรองแนวคิดของผู้แย๊วโตหลิงได้เฉยเลย ก็คือ..เขาบอกว่าสมัยก่อน นักวิทยาศาสตร์สงสัยและไม่รู้ว่าทำไมค้างคาวมันบินออกหาเหยื่อตอนกลางคืนได้ ซึ่งนอกจากจะบินได้โดยไม่ชนสิ่งกีดขวางแล้ว ยังจับเหยื่อมากินได้อร่อยเหาะอีกต่างหากแน่ะ ..แต่ภายหลังเมื่อพวกเราได้รู้จักกับระบบโซนาร์กันแล้ว(SONAR : Sound Navigation And Ranging) คำตอบเกี่ยวกับค้างคาวก็ถูกเปิดเผยขึ้นต่อมวลมนุษย์ทันที ประมาณว่าพวกมันก็ใช้หลักการนี้นี่เอง กับ..ได้ยินมาแว่วๆว่าองค์กรที่ค้นพบโซนาร์นี้เค้ารู้สึกไม่ค่อยพอใจ เพราะไปคิดว่าตัวเองล้าหลังค้างคาว อะฮ่ะๆๆ คิดแล้วขำ

ส่วนตัวแล้ว ก็เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ก็คือหลักการที่จะมาค้นหาคำตอบได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเท่านั้น คือ..ทุกสิ่งมันมีอยู่บนโลกมาก่อนแล้ว และวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งจะเข้ามาตั้ง"หลัก"เพื่อหาคำอธิบายทุกสิ่งบนโลกให้กลายมาเป็นความรู้ที่หนักแน่นขึ้นอีกที ดังนั้นในปัจจุบันวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงทำงานของมันอยู่ หรือจะกล่าวก็คือ"งานของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมันยังไม่เสร็จ"ค่ะ ด้วยวิทยาศาสตร์เอง ณ วันนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายทุกสิ่งบนโลกนี้ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำพาให้วิทยาศาสตร์พัฒนาต่อไปก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง..(keep walking เหมือนโฆษณาเหล้าไง) ค้นเรื่องนั้นบ้าง หาคำตอบเรื่องนี้บ้าง หาได้บ้างไม่ได้บ้าง บางทีคำตอบที่มีอยู่แล้วกลับถูกล้มเลิกไป เพราะเจอความรู้ใหม่ที่มาบอกว่าความรู้เก่าเป็นความรู้ที่ผิดก็มี.. 

 ฉะนั้นเรายังต้องใช้เวลากันต่อไปเพื่อการค้นหาคำอธิบายค่ะ เหมือนถ้าเราย้อนเวลาไปสมัยที่เรายังไม่ทราบคำตอบเรื่องค้างคาวแล้ว เราจะด่วนมาบอกว่าค้างคาวใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว หรือไปดูถูกว่าพวกมันใช้ไสยศาสตร์หรือไม่ล่ะคะ? ถ้าคิดแค่นี้มันก็คงจบสิ้นกันไปนานแล้ว โลกเราคงไม่ได้รู้จักกับโซนาร์แน่ๆ.. ดังนั้นเราสมควรที่จะต้องรอเวลาไปอีกสักระยะ ที่วิทยาการของเราจะสามารถค้นพบคำตอบของสรรพสิ่งบนโลกนี้ได้ การที่เราไม่รู้ไม่ใช่ความผิดของค้างคาวนะคะ แต่เป็นความผิดของเราเองค่ะ 

รวมถึงวิทยาศาสตร์ยังต้องพิสูจน์ตัวมันเองในอนาคตต่อไปอีกด้วย ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะเลิกใช้วิทยาศาสตร์ไปเลยก็ได้หากเราพบว่ามันมีขีดจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆบนโลกได้อีกต่อไป ในวันนั้นเราอาจหันไปใช้หลักการอื่นก็เป็นได้ เหมือนอย่างที่เราได้เลิกเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ไปแล้วนั่นแหละค่ะ


 
แล้ว..วันนี้ที่ประเทศไทยล่ะ ไฉนเลยกับเรื่อง GT200 
[แต่ละประเด็นเป็นเพียงข้อสังเกตของ"ผู้แย๊วโตหลิง"ค่ะ]


 
ประเด็นแรก : การยกเลิกใช้งาน GT200 ในต่างประเทศ/บ้านเรา
 ก่อนอื่นขออนุญาตพามาดู keyword ของคำว่า"ภูมิปัญญา"ที่เคยไปค้นๆดูมา[ว่ามันเกี่ยวข้องกับ..] ความเฉพาะตัว, การประยุกต์ใช้, การสืบทอด, ประสบการณ์, การศึกษา, แม่แบบ, วิถีชีวิต, วิถีดั้งเดิม, ความคิด, ความเชื่อ, การแก้ปัญหา, การปรับตัว, สิ่งแวดล้อม, การดำรงชีวิต, การอยู่รอด, การใช้สติปัญญา, ความรู้, ทักษะ, พฤติกรรม, ความเฉลียวฉลาด, สภาพการณ์, สังคม, วัฒนธรรม, สอดคล้อง, การจัดการ, การปรับตัว, การมองชีวิต, การมีเอกลักษณ์ ฯลฯ

วิเคราะห์ว่า.. บ้านเรามีปัญหาในแบบของท้องที่เราค่ะ จะเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งไม่ได้ การยกเลิกใช้งาน GT200 นั้น ถ้าสถานการณ์ในเมืองนอกเขาไม่ได้มีระเบิด+มีคนตายรายวันแบบเรา แถมยังร่ำรวย..มีทุนวิจัย มีงบประมาณไปซื้ออุปกรณ์อื่นๆให้ลองใช้ เขาก็ยกเลิกได้นะสิ แต่มันไม่เกี่ยวกับบ้านเรา ควรศึกษาเป็นกรณีไป จะยกมาเปรียบเทียบทั้งดุ้นแล้วคอยเดินตามรอยฝรั่งเค้าต้อยๆแบบไม่ดูตัวเองแบบนั้นไม่ได้


ประเด็นที่สอง : สังคมกำลังเลือกข้าง..หรือเป็นกลางอยู่?
 จุดขัดแย้งสำคัญมันอยู่ตรงที่ชาววิทย์ฯบอกว่า GT200 ใช้ไม่ได้ แต่ทหารบอกว่าใช้ได้ ซึ่ง..ถ้าใครจะได้อ่านตอนที่แล้วมาบ้าง ผู้แย๊วโตหลิงก็จะยังคงยืนยันว่าสิ่งสำคัญคือนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นผู้ใช้งาน แต่ทหารเป็นผู้ใช้ ดังนั้นการรับฟังความเห็นในเรื่องนี้เราจะฟังอย่างเป็นกลางโดยให้น้ำหนักกับทั้งสองฝ่ายเท่ากันไม่ได้ หรือบอกตรงๆเลยก็ได้ว่า เราควรฟังคนใช้งานภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎีอยู่แล้ว ไม่งั้น ตามโรงเรียนสอนภาษาเราจะนิยมเรียนกับอาจารย์เจ้าของภาษาไปทำไม? บินไปเรียนภาษาทำไม? แค่อยู่บ้านอ่านตำราแล้วเปิดดิกก็พอสิ หรือเวลาไปเรียนขับรถ เรียนทำอาหาร เขาคงไม่จำเป็นจะต้องให้เราขับออกถนนจริงๆหรือลงครัวทำอาหารจริงหรอก ถ้าภาคทฤษฎีมันสำคัญนักป่านนี้เราคงรู้ดีกันหมด เพราะแค่อ่านตัวหนังสือใครก็ทำได้ มันง่ายและไร้มิติกว่าการลงมือทำเยอะ (ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆแบบนี้ ว่าแต่ Get กันไหมเนี่ย?)

และในทางตรงกันข้าม ถ้าสังคมอยากที่จะเปิดใจให้เป็นกลางจริงๆแล้วล่ะก็..
เราต้องไม่รีบไปกล่าวหาทหาร ว่า"โกหกเพราะปิดบังการคอรัปชัน"ต่างหากละคะ 



ประเด็นที่สาม : ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน?
 การจะกล่าวหาว่าใครโกง ใครเอาภาษีเราไปใส่กระเป๋าตัวเอง ควรมาจากการพบหลักฐานการกระทำความผิดใช่ไหม? แต่ในกรณี GT200.. การที่ชาววิทย์และสังคมบางส่วนได้ออกมากล่าวหาทหารนั้น ไม่ได้มาจากการพบหลักฐานใดๆเลยนะคะ แต่เป็นเพียงการเติมคำตอบลงใน"ช่องว่าง"ที่ว่า เราไปได้ยินฝรั่งบอกมาว่าอุปกรณ์นี้ไม่น่าเชื่อถือ แต่ทำไมฝ่ายทหารเขากลับบอกว่าต้องการใช้(เพราะมันได้ผล)เท่านั้นเอง 

เมื่อคนเราใจร้อน.. ต้องการเติมคำลงในช่องว่างนี้ให้ได้ ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรเข้าท่าพอที่จะมาเติมเต็มคำตอบตรงนี้เลย ..แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า "ก็คงเป็นเพราะทหารโกงแหละ" ซึ่งจริงอยู่ มันเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แค่ฟังแล้วเมคเซ็นส์ที่สุด แต่มันไม่ได้พิสูจน์เรื่องจริงแต่อย่างใดเลย กล่าวคือ.. มันไม่ใช่หลักฐาน แต่มันเป็นเพียงสมมติฐานค่ะ