อุตสาห์คิดว่ากระแส GT200 จะถูกลืมไปบ้างแล้ว เลยว่าจะย่องเบาเข้ามาเขียนประเด็นที่เหลือจากตอนก่อนให้สบายใจซะหน่อย เพราะในยามนี้เมื่อใครต่อใครก็ไปสี่แยกราชประสงค์กันหมด(แล้วเราว่างพอดี)อคติของคนอ่านก็น่าจะลดลงไปด้วย  ..แต่ที่ไหนได้เมื่อ2-3สัปดาห์ก่อนได้ยินชื่อคุณหมอพรดริฟท์**แว่วๆอีกแล้ว จข.บล็อกก็เซ็งเปร็ดไปเลยดิ -*-

ตอนที่แล้วเขียนเรื่อง GT200 ไป ด้วยแค่อยากจะชวนให้ช่วยกันตั้งสติลดความรุนแรงในการแสดงออก(ที่ไม่เห็นจะจำเป็นตรงไหนเลย)โดยผ่านความเข้าใจจากมุมมองของคนทำงานเท่านั้น แต่พอได้ผ่านเวลาไปได้สักระยะก็คิดอะไรต่อมิอะไรออกมาได้อีกเยอะ วันนี้เลยขอรวบรวมมาแปะบล็อกทิ้งๆไว้แถวนี้ แล้วคุยไปเรื่อยเปื่อยผ่านเรื่องราว 3 เรื่องที่ยกมาก็แล้วกัน ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นบัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์คนหนึ่งและมีพื้นที่(เวที)ของตัวเองอยู่ตรงนี้เพียงที่เดียว

 
เรื่องที่ 1 "ภูมิปัญญา"กับจิตสำนึก[sense]
 ใครๆต่างก็บอกว่าภูมิปัญญาคือความฉลาดของคนโบราณ คือในสมัยที่เรายังไม่มีตำราความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ คนกลับมีความรู้ในการเอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บ รู้จักการใช้ยารักษา หรือการสร้างที่อยู่อาศัยได้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ อยู่สบาย อยู่แล้วรวย อยู่แล้วมีความสุขด้วย และยังมีการผลิตปัจจัยสี่ต่างๆ ถ่ายทอดเป็นวิชาความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมาจนวันนี้ ..หยิบเรื่องนี้มาก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่จุดกำเนิดของความรู้บนโลก แต่มันเป็นเพียงหลักการที่สามารถนำมาใช้เปิดเผยมิติเชิงลึกของความรู้ที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว โดยการนำมาใช้พิสูจน์ซ้ำๆ ทำให้เรามีความมั่นใจในความรู้นั้นมากขึ้น(ซึ่งก็พิสูจน์ได้ไม่เสมอไปด้วยซ้ำ เพราะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็ถูกล้มด้วยทฤษฎีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา)

ซึ่ง..ที่มาของภูมิปัญญาหรือความรู้เหล่านั้นล่ะ มันมาได้ไง? เรื่องนี้จข.บล็อกไม่แปลกใจนักหรอก เพราะปกติตัวเองจะฝึกฝนทักษะอยู่อย่างหนึ่ง คือ "การฟังสิ่งที่ร่างกายตัวเองเรียกร้อง"อยู่เป็นประจำ(จากการแนะนำของ ELLE แม็กกาซีน) เช่นว่าบางครั้งจะมีความ"รู้สึก"ว่าอยากทานอะไรบางอย่างมากๆ ก็จะใส่ใจตอบสนองมันโดยการไปหามากินซะ และเมื่อกลับมาวิเคราะห์ดูจะพบสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง ว่าเป็นเพราะร่างกายเรามีภาวะไม่ปกติบางอย่าง และอาหารที่เราอยากกินมากๆนั่นเองที่มีสารบางอย่างมาออกฤทธิ์ทางยาแก้ไขอาการไม่ปกติเหล่านั้นได้ และช่วยให้ภาวะในร่างกายเรากลับมาสมดุลเป็นปกติค่ะ.. ก็เลยเกิดเป็นความรู้ส่วนตัวที่ใช้ได้ผลกับตัวเองมาตลอด ป่วยทีไรก็เดินลงไปในสวนหาผักหาหญ้ากิน(เหมือนหมาเลยภูมิใจจัง) ถ้าในบ้านไม่มีก็ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต ถือโอกาสเตรียมอาหารมื้อนั้นๆไป แทนที่จะต้องแบกภาระไปพึ่งพาคุณหมอให้ต้องสอบปากคำ แล้วเสียเงินเสียทองให้โรงพยาบาลจ่ายยาแพงๆมาให้ และทักษะนี้นี่เองก็เป็นภูมิปัญญาโดยแท้เช่นกันที่ได้มาจาก sense+การสังเกตของตัวเอง.. ก็เลยได้เห็นว่าความรู้ในยุคโบราณหรือที่เรียก"ภูมิปัญญา" ก็มาจากเซ็นส์(จิตสำนึกหรือการรับรู้)และการสังเกตแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งมันก็น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักวิทยาศาสตร์ได้ด้วย 

โดยมนุษย์เราก็ได้ให้การยอมรับมานานแล้วว่าความรู้จากภูมิปัญญานั้นมันเวิร์ค(หรือ"ใช้ได้")จริงๆไม่ผิดเลย เพียงแต่รอคอยให้สิ่งใหม่ๆอย่างวิทยาศาสตร์มาอธิบายมันเท่านั้น และยังไม่รู้ว่าจะสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้มากขนาดไหน


เรื่องที่ 2 "วานิลลาเคส สตัดดี้" : อคติและการเปิดใจรับ
 ยกเอา fwd.mail กระฉ่อนโลกอย่าง "Vanilla Ice Cream that puzzled General Motors" ที่หลายคนคงเคยได้อ่านฉบับแปลไปแล้วมากันเลยนะ ทบทวนให้ว่าเป็นเรื่องของลูกค้ารถยนต์ค่ายเจนเนอรัลมอเตอร์ส ที่มีปัญหาเครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติดทุกครั้งถ้าขับออกไปซื้อไอศครีมวานิลลา แต่ถ้าซื้อรสอื่นเครื่องยนต์จะไม่มีปัญหาเลย.. ใครยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ จำเป็นต้องไปหาอ่านก่อนเพราะเราจะคุยต่อค่ะ [กดอ่านหน้าหนึ่งที่เลือกมาให้/ขอบคุณเจ้าของสเปซด้วยค่ะ

การที่วิศวกรของ General Motors ยอมลงไปตรวจสอบ(หรือพูดได้ว่ายอมทำงาน..แบบซีเรียสลี่ด้วย)กรณีที่ข้อสังเกตของลูกค้านั้นฟังดูแสนจะไร้สาระจากการอ้างว่าปัญหาของเครื่องยนต์มันเกี่ยวข้องกับรสชาดไอศครีมนั้น จข.บล็อกนับถือเลยว่าเป็นคนทำงานด้านวิทยาศาสตร์ที่สมควรเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ เพราะมีใจที่เปิดกว้างมาก โดยเขาก็ได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย, เราไม่เห็นว่าเขาจะมาด่วนตัดสินเลยว่า"เฮ๊ย นี่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์" เห็นภาพไหมคะ ซ้ำร้ายหากว่าวิศวกรท่านนี้เกิดมีจิตใจคับแคบ มีอคติ ไม่รู้หน้าที่ตัวเองแถมยังขี้เกียจทำงานเนี่ย อาจจะคิดกล่าวหาลูกค้าผู้ช่างสังเกตและกล้าเปิดเผยข้อสังเกตของตัวเองคนนี้ว่าสงสัยมันคงคิดจะทุจริตอะดิ กะจะโกงบริษัทของเราแหงๆ นี่มาหาเรื่องเคลมประกันหรือเปล่า?(แถมโง่มากที่เอาเรื่องแนวไสยศาสตร์มาเป็นข้ออ้าง)..อะไรงี้ เริ่มเห็นภาพหรือยังคะ ว่าเราต้องการชี้ให้คุณเห็นอะไรเกี่ยวกับอคติและการเปิดใจ?


เรื่องที่ 3 แบทแมนเดอะบีกินนิ่ง
 ในช่วงที่กระแส GT200 กำลังเข้มข้น จข.บล็อกได้ดูคลิปวิดีโอหนึ่งที่เกี่ยวกับ Dowsing (ตอนนี้หาคลิปไม่เจอแล้ว) ทั้งๆที่เจตนาของคลิปดังกล่าวจะบอกว่า Dowsing นั้นไม่น่าเชื่อถือ(เหมือนอยู่ฝ่ายตรงข้าม) แต่มันกลับได้หยิบยกเรื่องของค้างคาวที่สามารถรับรองแนวคิดของผู้แย๊วโตหลิงได้เฉยเลย ก็คือ..เขาบอกว่าสมัยก่อน นักวิทยาศาสตร์สงสัยและไม่รู้ว่าทำไมค้างคาวมันบินออกหาเหยื่อตอนกลางคืนได้ ซึ่งนอกจากจะบินได้โดยไม่ชนสิ่งกีดขวางแล้ว ยังจับเหยื่อมากินได้อร่อยเหาะอีกต่างหากแน่ะ ..แต่ภายหลังเมื่อพวกเราได้รู้จักกับระบบโซนาร์กันแล้ว(SONAR : Sound Navigation And Ranging) คำตอบเกี่ยวกับค้างคาวก็ถูกเปิดเผยขึ้นต่อมวลมนุษย์ทันที ประมาณว่าพวกมันก็ใช้หลักการนี้นี่เอง กับ..ได้ยินมาแว่วๆว่าองค์กรที่ค้นพบโซนาร์นี้เค้ารู้สึกไม่ค่อยพอใจ เพราะไปคิดว่าตัวเองล้าหลังค้างคาว อะฮ่ะๆๆ คิดแล้วขำ

ส่วนตัวแล้ว ก็เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ก็คือหลักการที่จะมาค้นหาคำตอบได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเท่านั้น คือ..ทุกสิ่งมันมีอยู่บนโลกมาก่อนแล้ว และวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งจะเข้ามาตั้ง"หลัก"เพื่อหาคำอธิบายทุกสิ่งบนโลกให้กลายมาเป็นความรู้ที่หนักแน่นขึ้นอีกที ดังนั้นในปัจจุบันวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงทำงานของมันอยู่ หรือจะกล่าวก็คือ"งานของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมันยังไม่เสร็จ"ค่ะ ด้วยวิทยาศาสตร์เอง ณ วันนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายทุกสิ่งบนโลกนี้ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำพาให้วิทยาศาสตร์พัฒนาต่อไปก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง..(keep walking เหมือนโฆษณาเหล้าไง) ค้นเรื่องนั้นบ้าง หาคำตอบเรื่องนี้บ้าง หาได้บ้างไม่ได้บ้าง บางทีคำตอบที่มีอยู่แล้วกลับถูกล้มเลิกไป เพราะเจอความรู้ใหม่ที่มาบอกว่าความรู้เก่าเป็นความรู้ที่ผิดก็มี.. 

 ฉะนั้นเรายังต้องใช้เวลากันต่อไปเพื่อการค้นหาคำอธิบายค่ะ เหมือนถ้าเราย้อนเวลาไปสมัยที่เรายังไม่ทราบคำตอบเรื่องค้างคาวแล้ว เราจะด่วนมาบอกว่าค้างคาวใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว หรือไปดูถูกว่าพวกมันใช้ไสยศาสตร์หรือไม่ล่ะคะ? ถ้าคิดแค่นี้มันก็คงจบสิ้นกันไปนานแล้ว โลกเราคงไม่ได้รู้จักกับโซนาร์แน่ๆ.. ดังนั้นเราสมควรที่จะต้องรอเวลาไปอีกสักระยะ ที่วิทยาการของเราจะสามารถค้นพบคำตอบของสรรพสิ่งบนโลกนี้ได้ การที่เราไม่รู้ไม่ใช่ความผิดของค้างคาวนะคะ แต่เป็นความผิดของเราเองค่ะ 

รวมถึงวิทยาศาสตร์ยังต้องพิสูจน์ตัวมันเองในอนาคตต่อไปอีกด้วย ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะเลิกใช้วิทยาศาสตร์ไปเลยก็ได้หากเราพบว่ามันมีขีดจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆบนโลกได้อีกต่อไป ในวันนั้นเราอาจหันไปใช้หลักการอื่นก็เป็นได้ เหมือนอย่างที่เราได้เลิกเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ไปแล้วนั่นแหละค่ะ


 
แล้ว..วันนี้ที่ประเทศไทยล่ะ ไฉนเลยกับเรื่อง GT200 
[แต่ละประเด็นเป็นเพียงข้อสังเกตของ"ผู้แย๊วโตหลิง"ค่ะ]


 
ประเด็นแรก : การยกเลิกใช้งาน GT200 ในต่างประเทศ/บ้านเรา
 ก่อนอื่นขออนุญาตพามาดู keyword ของคำว่า"ภูมิปัญญา"ที่เคยไปค้นๆดูมา[ว่ามันเกี่ยวข้องกับ..] ความเฉพาะตัว, การประยุกต์ใช้, การสืบทอด, ประสบการณ์, การศึกษา, แม่แบบ, วิถีชีวิต, วิถีดั้งเดิม, ความคิด, ความเชื่อ, การแก้ปัญหา, การปรับตัว, สิ่งแวดล้อม, การดำรงชีวิต, การอยู่รอด, การใช้สติปัญญา, ความรู้, ทักษะ, พฤติกรรม, ความเฉลียวฉลาด, สภาพการณ์, สังคม, วัฒนธรรม, สอดคล้อง, การจัดการ, การปรับตัว, การมองชีวิต, การมีเอกลักษณ์ ฯลฯ

วิเคราะห์ว่า.. บ้านเรามีปัญหาในแบบของท้องที่เราค่ะ จะเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งไม่ได้ การยกเลิกใช้งาน GT200 นั้น ถ้าสถานการณ์ในเมืองนอกเขาไม่ได้มีระเบิด+มีคนตายรายวันแบบเรา แถมยังร่ำรวย..มีทุนวิจัย มีงบประมาณไปซื้ออุปกรณ์อื่นๆให้ลองใช้ เขาก็ยกเลิกได้นะสิ แต่มันไม่เกี่ยวกับบ้านเรา ควรศึกษาเป็นกรณีไป จะยกมาเปรียบเทียบทั้งดุ้นแล้วคอยเดินตามรอยฝรั่งเค้าต้อยๆแบบไม่ดูตัวเองแบบนั้นไม่ได้


ประเด็นที่สอง : สังคมกำลังเลือกข้าง..หรือเป็นกลางอยู่?
 จุดขัดแย้งสำคัญมันอยู่ตรงที่ชาววิทย์ฯบอกว่า GT200 ใช้ไม่ได้ แต่ทหารบอกว่าใช้ได้ ซึ่ง..ถ้าใครจะได้อ่านตอนที่แล้วมาบ้าง ผู้แย๊วโตหลิงก็จะยังคงยืนยันว่าสิ่งสำคัญคือนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นผู้ใช้งาน แต่ทหารเป็นผู้ใช้ ดังนั้นการรับฟังความเห็นในเรื่องนี้เราจะฟังอย่างเป็นกลางโดยให้น้ำหนักกับทั้งสองฝ่ายเท่ากันไม่ได้ หรือบอกตรงๆเลยก็ได้ว่า เราควรฟังคนใช้งานภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎีอยู่แล้ว ไม่งั้น ตามโรงเรียนสอนภาษาเราจะนิยมเรียนกับอาจารย์เจ้าของภาษาไปทำไม? บินไปเรียนภาษาทำไม? แค่อยู่บ้านอ่านตำราแล้วเปิดดิกก็พอสิ หรือเวลาไปเรียนขับรถ เรียนทำอาหาร เขาคงไม่จำเป็นจะต้องให้เราขับออกถนนจริงๆหรือลงครัวทำอาหารจริงหรอก ถ้าภาคทฤษฎีมันสำคัญนักป่านนี้เราคงรู้ดีกันหมด เพราะแค่อ่านตัวหนังสือใครก็ทำได้ มันง่ายและไร้มิติกว่าการลงมือทำเยอะ (ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆแบบนี้ ว่าแต่ Get กันไหมเนี่ย?)

และในทางตรงกันข้าม ถ้าสังคมอยากที่จะเปิดใจให้เป็นกลางจริงๆแล้วล่ะก็..
เราต้องไม่รีบไปกล่าวหาทหาร ว่า"โกหกเพราะปิดบังการคอรัปชัน"ต่างหากละคะ 



ประเด็นที่สาม : ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน?
 การจะกล่าวหาว่าใครโกง ใครเอาภาษีเราไปใส่กระเป๋าตัวเอง ควรมาจากการพบหลักฐานการกระทำความผิดใช่ไหม? แต่ในกรณี GT200.. การที่ชาววิทย์และสังคมบางส่วนได้ออกมากล่าวหาทหารนั้น ไม่ได้มาจากการพบหลักฐานใดๆเลยนะคะ แต่เป็นเพียงการเติมคำตอบลงใน"ช่องว่าง"ที่ว่า เราไปได้ยินฝรั่งบอกมาว่าอุปกรณ์นี้ไม่น่าเชื่อถือ แต่ทำไมฝ่ายทหารเขากลับบอกว่าต้องการใช้(เพราะมันได้ผล)เท่านั้นเอง 

เมื่อคนเราใจร้อน.. ต้องการเติมคำลงในช่องว่างนี้ให้ได้ ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรเข้าท่าพอที่จะมาเติมเต็มคำตอบตรงนี้เลย ..แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า "ก็คงเป็นเพราะทหารโกงแหละ" ซึ่งจริงอยู่ มันเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แค่ฟังแล้วเมคเซ็นส์ที่สุด แต่มันไม่ได้พิสูจน์เรื่องจริงแต่อย่างใดเลย กล่าวคือ.. มันไม่ใช่หลักฐาน แต่มันเป็นเพียงสมมติฐานค่ะ

นอกจากจะไม่มีหลักฐานแล้ว ต่อให้เป็นเพียงข้อสังเกตหรือสมมติฐานที่สามารถกระทำได้ แต่ในการแสดงออกตามหลักสิทธิมนุษยชนแล้วเราไม่มีสิทธิ์ไปกล่าวหาใครแบบที่เราทำลงไปกันเลยค่ะ ในทางกฏหมายเขาไม่อนุญาตนะจะว่าไป..ผู้เสียหายเขาสามารถฟ้องเราได้ด้วยซ้ำ จึงอยากถามคนที่คิดว่าเขาโกงเหมือนกัน ว่าไปเอาความคิด(คำตอบในช่องว่าง)นี้มาจากไหน? คุณกำลังถูกใครชี้นำหรือเปล่า? หรือเป็นเพียงการคิดอะไรที่ไม่พ้นกรอบของตัวเองกันแน่?



ประเด็นที่สี่ : กับเรื่องที่(ยัง)ไม่มีคำตอบ
 ขอแนะนำความคิดเห็น..เกี่ยวกับระบบการสืบหาความจริงตามที่จข.บล็อกเคยเข้าใจนะคะ ว่าถ้าไม่อยากหลงทางหรือถูกใครชี้นำไปในทางที่ผิด ก็ขอให้เปิดรับข้อมูลมาเก็บไว้แบบดิบๆเสีย..โดยที่ยังไม่ต้องเชื่อค่ะ เพียงแต่ต้องยอมรับมันมาให้ได้แบบ100%ก่อนไม่ว่ามันจะดูพิกลพิการดูเหมือนไม่มีคำตอบ หรือว่ามันจะดูไม่น่าเชื่อขนาดไหนก็ตามก็ขอให้ยอมรับเอาไว้ก่อน เช่นว่า เมื่อทหารเค้าบอกว่าเค้าใช้ GT200 แล้วมันเวิร์ค.. ผู้แย๊วโตหลิงก็ยอมรับแค่ว่า "ทหารบอกว่ามันเวิร์ค"ค่ะ 

ซึ่งการยอมรับข้อมูลดิบแบบนี้ ไม่ได้เป็นการยอมรับว่า "ความจริงคือ GT200 เวิร์ค" สักหน่อย เพราะจข.บล็อกไม่ได้เชื่อทหาร แต่เป็นเพียงการรับเอา"ข้อมูลที่ทหารให้มา"เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อ ซึ่งมันก็คือการแก้โจทย์สมการธรรมดาๆนี่เอง ..การที่เรายังไม่รู้เหตุผลว่าทำไม GT200 มันเวิร์คเนี่ย.. ก็ให้ใส่ X แทนที่ตรงนั้นเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปแปรค่าสิคะ หรือมาตั้งโจทย์ใหม่เสียเองว่าในเมื่ออุปกรณ์ดูไม่น่าจะเวิร์ค..แบบนี้แสดงว่าทหารโกหกแหงๆ จบเห่เลยนะคะ การคิดแบบนี้ไม่มีทางที่จะพาเราไปพบกับคำตอบที่แท้จริงได้หรอก



ประเด็นที่ห้า : ประเทศไทยหยุดพัฒนาวิทยาศาสตร์กันแล้วหรือ?
 ได้กล่าวไปกรายๆแล้วเมื่อตอนต้นของบทความนี้.. การที่ผู้เสี่ยงชีวิตตัวเองไปกับการทำงานเพื่อส่วนรวมจะออกมายืนยันมาว่า GT200 มันใช้ได้ผลนั้น ถือว่าเป็นความเห็นที่สำคัญมากกว่าลูกค้าของเจเนอรัลมอเตอร์ส(ในเรื่องที่2-วานิลลาเคสฯ)เสียอีก ด้วยจุดขัดแย้งดังกล่าวนี้แทนที่มันจะเป็น"ข้อสังเกต"อันแสนท้าทายกับนักวิทยาศาสตร์ไทย ให้ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นทำการค้นหาคำตอบต่อไป(หรือได้ทำงานของตัวเองเสียที)เหมือนอย่างกรณีไอศครีมวานิลากับการทำงานของเครื่องยนต์ หรือกรณีสมัยที่เรายังไม่รู้ว่าค้างคาวบินในที่มืดได้ยังไงนั่นแหละ แต่พวกชาววิทย์ประเทศเรากลับผลักไสหน้าที่ตัวเองเสียไปอย่างนั้น 

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าวิทยาศาสตร์ต้องการเวลาในการพิสูจน์สิ่งต่างๆไปเรื่อยๆ ในวันนี้..ในขณะที่มันยังไม่มีคำตอบ ชาววิทย์ก็น่าจะยอมรับไปว่ามันแค่ยังพิสูจน์ไม่ได้ และให้ความเห็น(ด้วยความห่วงใย)ไปว่าในเมื่อยังไม่มีคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ จึงทำให้การใช้งานอาจมีอันตรายก็ได้นะตะเอง.. พูดดีๆกันก็ได้ค่ะ แต่ชาววิทย์ฯกลับนำทฤษฎีและความรู้(แค่หางอึ่ง)เท่าที่เราจะพอมีอยู่ในปัจจุบันมาตัดสินเรื่องนี้แบบฟันธงไปเลยว่า"นี่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์" และ "ใครคนใดที่บอกว่ามันเวิร์ค = โกง" ไปเสีย

แบบนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์บ้านเราได้หยุดพัฒนากันแล้วใช่ไหม? ชาววิทย์ถึงได้ไม่ต้องการค้นหาคำตอบอีกต่อไป และเชื่อว่าความรู้ในปัจจุบันคือทุกสิ่ง, วิทยาศาสตร์..ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้วงั้นหรือ? คิดมาถึงตรงนี้แทบจะร้องอ๋อเลย ว่าใช่..เท่าที่เคยทราบมา วิทยาศาสตร์ประเทศไทยล้าหลังเค้ามานานแล้ว... เป็นเพราะทัศนคติของพวกเรามันเป็นอย่างนี้ใช่หรือเปล่า?


ประเด็นที่หก : "ผมเดาเอาว่าคุณเดา"
 ต่อยอดจากประเด็นที่สาม คือ..ข้อกล่าวหาจากคนที่เรียกตัวเองว่านักวิทยาศาสตร์ที่กลับไม่มีหลักฐานใดๆทางวิทยาศาสตร์เลยมากล่าวหาคนอื่น ทั้งหมดเป็นแค่เพียงการสรุปเอาเองให้เป็นคำตอบของเรื่องราวที่"ตัวเองคิดตอนจบเอง"แบบนี้ ราวกับตั้งสมมติฐานขึ้นเองแล้วปักใจเชื่อจนสามารถสรุปเป็นทฤษฎีเสียแล้วโดยที่ยังไม่เคยทำการทดลองใดๆ แบบนี้ผู้แย๊วโตหลิงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์นะ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเดาสุ่ม และมีความน่าเชื่อถือในระดับประเทศโลกที่สาม ในขณะที่ชาววิทย์ได้โจมตีผู้คนและอุปกรณ์ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า"ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม" แล้วพฤติกรรมของเราเองล่ะมันมีเหตุผลนักหรือ?(เป็นอคติเสียมากกว่า) กล่าวหาคนอื่นด้วยหลักการเดียวกันกับที่ใช้กล่าวหาว่าคนอื่นเป็น แทนที่จะไปหาคำตอบแต่กลับไม่เปิดใจ, ไม่สังเกต, senseบกพร่องและไม่ให้เวลากับเรื่องนี้โดยเอาองค์ความรู้เพียงแค่เท่าที่จะมีในปัจจุบัน..มาสรุปง่ายๆว่า"ไม่เป็นวิทยาศาสตร์" (แบบนี้ดิฉันก็สรุปกลับไปง่ายๆได้ ว่าพวกเราก็"ไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์"เหมือนกัน)

คนที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ถ้าจะอาศัยการเดาบ้างก็ยังพอไหว แต่กับนักวิทยาศาสตร์เองจะมาเดามั่วบ้างแบบนี้ใช้ไม่ได้ ซึ่งดิฉันก็เดาๆเอาแหละค่ะว่าคุณเดา หาว่าเขาเดา ตัวเองก็เดา ผมเดาเอาว่าคุณเดา ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง


ประเด็นที่เจ็ด : หน้าที่ในการตัดสินมีคนทำอยู่แล้ว
 จุดที่ผิดพลาดในเรื่องนี้บางทีมันอาจเกิดจากตั้งแต่ step ของพวกเราชาววิทย์เองก็ได้ค่ะ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะต้องค้นหาว่าเหตุใดมันถึงใช้ได้แต่เรากลับไม่ยอมทำงานของตัวเอง แทนที่จะไปตั้งข้อสังเกตกับอุปกรณ์แต่เราดันไปตั้งข้อสังเกตกับคนที่ให้คำตอบแย้งกับเราซะงั้น ซึ่งในทางมนุษย์ หรือด้วย"เรื่องของคน"แล้ว คนจะโกหก หรือคนจะคอรัปชันก็ตามทีมันไม่ใช่หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่จะต้องไปตัดสินนะคะ 

สังคมเรามีกระบวนการยุติธรรมคอยทำงานรองรับเรื่องนี้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น องค์กรตรวจสอบ ฝ่ายสืบสวน ศาล ตำรวจ ฯลฯ มันล้วนแต่เป็นหน้าที่ของคนเหล่านี้ทั้งนั้นต่างหากอย่างน้อยหากชาววิทย์จะมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริต ก็สามารถส่งฟ้องดำเนินคดีในฐานะประชาชนก็ได้ค่ะ ไม่ใช่ไปทำอย่างที่ผ่านมา


ประเด็นที่แปด : กระแสหลัก
 สิ่งที่ชาววิทย์ทำกรณีนี้ก็คือ อาศัยจุดอ่อนความเชื่อง่าย หลงง่าย ตื่นง่ายของสังคมไทย มาเป็นเครื่องมือสร้างกระแสสนับสนุนบทบาทผิดที่ผิดทางของตัวเอง ซ้ำยังอ้างเปลือกวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกรอบความคิดในการโจมตีคนที่มีความเห็นขัดแย้งอีกด้วย ก็ไม่ทราบว่ามันสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจในบทบาทของการเป็นนักวิทยาศาสตร์เมืองไทย(แบบส่วนตัว)หรือเปล่า ที่ทำให้ต้องมั่วนิ่มเพิ่มบทบาทของตัวเองและลดบทบาทคนอื่น พยายามเข้าไปนั่งทำงานของคนอื่นแบบนี้ งานตัวเองก็มีทำไมไม่ไปทำหนอ


ประเด็นที่เก้า : ละครน้ำเน่า-ไซไฟ
 เรื่องที่ผู้แย๊วโตหลิงรับไม่ได้ ขนาดถึงกับสละเวลาเล่นกับลูกมานั่งเขียนบล็อกตอนที่แล้วก็คือความรุนแรงที่เกินจำเป็นค่ะ ก็เห็นว่าชาววิทย์เราได้ใช้ความรุนแรงในการแสดงความคิดเห็นอย่างฟุ่มเฟือยมาก แทนที่จะแสดงออกด้วยเหตุผลแต่กลับต้องเสียดสีตลอดเวลา..ทำไมคะ เพื่ออะไร? ในที่นี้จะเป็นความรุนแรงแบบสไตล์ละครหลังข่าว ก่อนข่าว ช่วงสาย บ่าย เย็น.. ช่วงรีรัน อ้อ..ตลอดทุกช่วงนั่นแหละค่ะ
 
มันคือความรุนแรงจากการใช้วาจาดูหมิ่น ดูถูกเหยียดหยามให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม.. เช่นหาว่าเขาใช้เทคโนโลยีของเอเลี่ยนส์บ้างล่ะ[แต่จะว่าไปเอเลี่ยนส์ก็เป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ?] เป็นไสยศาสตร์บ้างล่ะ โดยเป็นเยียงอย่างให้กระแสตอบรับจากคนในสังคมได้ทำตามกันใหญ่เลย เช่นวาดการ์ตูน-แต่งฟิคล้อเลียนเขา ดูหมิ่น ตั้งฉายาให้เขาเสียๆหายๆ โพสต์ข้อความด่าทอ.. บอกว่าหมดศรัทธา ฯลฯ สิ่งนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับสังคมเพิ่มขึ้นอย่างที่เราคงต้องอธิบายกันยาวเลยล่ะ(ต้องละไว้ก่อน)

ไม่ทราบว่ามันเป็นเงาสะท้อนว่าชาววิทย์และผู้สนับสนุนความเป็นวิทย์ฯของเรา ได้ใช้เวลาไปกับการดูละครหลังข่าวมากกว่าช่องดิสคัฟเวอรีหรือรายการวิทยาศาสตร์ต่างๆหรือเปล่า ชาววิทย์ควรคิดอย่างสร้างสรรค์ แต่สิ่งนี้มันกำลังบั่นทอนสังคมเราอยู่นะ ความรุนแรงเหล่านี้ถูกฉายซ้ำและเสี้ยมให้เราเคยชินและรู้สึกว่าเป็นการแสดงออกธรรมดาๆไปเสียแล้ว

-จบแล้วค่ะ-


ประเด็นสรุป : การ"ยำประเด็น" เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมตอนนี้ทุกเรื่อง ไม่เว้นเรื่องทางการเมือง
 การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งก็คือเราต้องใช้สติแยกแยะแต่ละประเด็นออกมาให้ได้ก่อน เราถึงจะตั้งคำถามได้อย่างถูกต้องและให้ความเป็นธรรมกับคนตอบคำถาม ถ้าเราไม่ต้องการที่จะมุ่งไปสู่ความขัดแย้ง เราต้องใช้สติอย่างหนักค่ะ เป็นที่น่าเห็นใจต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มากมาย ที่นอกจากพวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตรายวันกันแล้ว แต่ยังต้องเจอกับ หลายประเด็นข้างต้นที่ถูกยำรวมกันมาในคำถามจานเดียว โดยมีตัวเลือกให้พวกเขาตอบเพียงแค่ Yes or No [ใช่ หรือ ไม่] เท่านั้น.. แล้วใครมันจะมาตอบให้ถูกใจเราได้เล่าคะ?

ระเบิดแต่ละครั้ง(และหลายครั้ง/วัน)ทุกคนก็มี"งานเข้า"ทันทีหรือไม่ก็วิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ทำให้ไม่มีใครมานั่งอธิบายให้คนในสังคมทั้งหลายได้เข้าใจกัน และมันก็ยิ่งส่งเสริมให้"ความเห็น"เล็กๆของคนบางคนยิ่งได้รับการยอมรับไปอย่างกลวงๆเป็นทวีคูณ ทั้งๆที่มันงี่เง่ามาก กับคุณภาพของวิทยาศาสตร์ในเมืองไทย สำหรับจข.บล็อกแล้ว..มันจะเป็นได้แค่เท่าที่เราทราบกันดีหรือเปล่า? ขอว่าอย่าเป็นเช่นนั้นเลย เราเองก็ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์.. แต่กรณี GT200 นี่..ทำเอาเราช็อคไปเลยกับทั้งบุคลากรและคนที่ชอบในเรื่องเดียวกันนี้ 

อย่างไรก็ดี ใครเป็นคนดีทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง คนนั้นย่อมรู้ตัวดีนะคะ ผู้แย๊วโตหลิงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ อย่าท้อถอย.. คนที่ไม่ได้หมดศรัทธา และไม่ลืมพระคุณยังมีอยู่ค่ะ

------------------------------------------------------------------------
 
ปล. ปิดท้ายด้วยการ ไปดูภาพขนมที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์กันเถอะ
 
**ที่เรียกคุณหมอพรดริฟท์ไปกับเค้าด้วยไม่ใช่เจตนาจะโจมตีคุณหมอเหมือนต้นทางนะคะ แต่เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศ เพราะขนาดว่าเรารักคุณหมอ..ได้ยินชื่อนี้ยังขำกลิ้งเลย มันฮาจริงๆไม่รู้คนคิดมันคิดได้ไงเลยยืมมาใช้มั่งขำๆ เชื่อว่าถ้าคุณหมอมาได้ยินก็คงขำเหมือนกัน 
 
add เจ้ไปแล้วเน้ออออ

#4 By Contessa on 2010-05-02 18:02

คอมเมนต์แรกก็สปอยล์บล็อกเราซะแล้ว..
ขออนุญาตซ่อนก่อนแป๊ปนึงนะคะ
โ่ธ่..หมดกัน sad smile
* - *

โอ้ว ว วว


เม้นข้างล่างฮาดี นิ

5 5 5