เวลาทำงานโดยมีงบประมาณอันจำกัด 
หรือเจอความต้องการแสนไร้รสนิยมของนายจ้าง, 
อุปกรณ์โลวเทค, เครื่องมือที่มีแบบตามมีตามเกิด, 
ประสบการณ์น้อย, บรรยากาศในการทำงานแย่ๆ, 
ปัจจัยพื้นฐานไม่มี หรือธรณีพิบัติภัย ฯลฯ ก็ตาม 
 
เราคนทำงานก็ต้องทนทำไป ด้วยมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน
แต่คนที่สามารถทำจนสำเร็จลุล่วง มีผลงานออกมาได้ 
ก็ต้องนับว่าเป็นคนมีความสามารถ มีกึ๋นพอที่จะทำงานนั้นๆ.. 
..เขาทำได้ "ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม.."


สำหรับผู้แย๊วโตหลิงตอนนี้รับบทแม่บ้าน 
..การเลี้ยงลูกของเราก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน 
เช่น บ้านที่อยู่ ไอ้ตอนมาปลูก
กะจะแค่อาศัยใช้หลับนอนอยู่คนเดียว 
แล้วออกไปทำงาน/กินข้าวนอกบ้าน แต่แล้วเราดันมีลูกขึ้นมา
แล้วเลยต้องเลี้ยงอยู่ในบ้านแบบเนี๊ยะ
 
แม้จะลำบากหน่อยแต่เด็กเค้าก็สามารถที่จะเติบโตมาได้
โดยมีลักษณะเฉพาะตัว ในบ้านแบบนี้ไป.. 
เราก็เลี้ยงลูกภายใต้ข้อจำกัดของเรา เป็นการบ้านของเรา
ที่ต้องศึกษาหาความเหมาะสมเอาเองอีกทีหนึ่ง
 
แต่อย่างน้อย เราก็รักลูกและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาน่ะ
 
------------------------------ 
 
แต่แล้วเราก็ต้องเจอกับพวกชอบโชว์พาว โชว์เก๋า 
มาคอยวิพากษ์วิจารณ์เสมอ ด้วยความหวังดีทะเล่อทะล่า  
บอกว่าต้องเลี้ยงลูกอย่างไรถึงจะดีที่สุด ให้เราทำอย่างงั้น
 
ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับลูกเราเลย 
เด็กบางคน ก็ไม่ได้เหมาะกับสิ่งที่ดีที่สุดในโลกเสมอไปนะ
แต่ที่ดีที่สุดคือ เค้าควรจะได้สิ่งที่เหมาะสมกับตัวเค้าจริงๆตะหาก
เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนเป็นแม่.. ไม่ใช่ไปยกเอามาตรฐานโลกมาวัด.. 
 
ซ้ำร้าย คนหวังดี ยังมาห้ามเราด้วยว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันผิด..
[ประชด]หาว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์ [/ประชด] 

ยกตัวอย่างนะ ..แม่เราเอง มาหาว่าเราไม่ยอมห่มผ้าให้ลูก
แถมยังเปิดพัดลมเป่ามันอีก 
บางทีก็ว่า ทำไมไม่ทำเมนูปลาให้ลูกกิน(ก็บ้านมันไม่มีครัวอะ)
เดี๋ยวต้องไม่สบายแน่ๆ เป็นโรคนั้นๆ นี้ๆ บลาๆๆ 
โตขึ้นมาต้องไม่แข็งแรง สารพัดจะจินตนาการ
 
-_-' 
 
 
 
แต่ในใจเรา รู้ดีว่าลูกเรามันเป็นเด็กขี้ร้อน ไอ้ห่วงมันก็ห่วงแหละ
แต่เราก็คอยดูลูกตลอดเวลาอยู่แล้ว 
ถ้าเมื่อไหร่ลูกตัวเย็นลงเราก็จะรู้ทันที แล้วค่อยปิดพัดลมให้ก็ได้ 

ส่วนเรื่องปลา เราก็ซื้อมาให้ลูกแล้วในเมนูที่พอจะรู้ว่าลูกชอบกิน
แทนที่จะทำให้ลูกกินเองทุกวัน เพราะเราก็ไม่กะจะเป็นแม่บ้านที่เพอร์เฟคต์..
เราไม่มีโอกาสได้ลองผิดลองถูก(ลูกไม่กินก็ทิ้งไปได้)อย่างนั้นหรอก 
เพราะข้อจำกัดเรื่องเงินเราก็มี เรื่องบ้านก็มี ฯลฯ

แต่เราพยามทำดีที่สุด ค่อยๆเรียนรู้ไปว่าเค้าโอเคก็พอแล้ว 
เราเองก็ไม่เคยมีลูก เป็นแม่มือใหม่ เราก็ต้องการการศึกษา
จนแน่ใจว่าลูกเราต้องการอะไรเหมือนกัน
ไม่ใช่บังคับลูกให้ยอมห่มผ้า
เพราะองค์การนาซ่า ยูนิเซฟ หรือยูเนสโก้บัญญัติไว้หรอก
 
---------------------------------- 

 
 
แต่พอมาพูดบ่อยๆ หนักเข้าๆ คนเป็นแม่ก็ชักเครียด 
แล้วมันสับสน เสียเวลาเรียนรู้ไปก็มากมาย
งานนี้ ไม่ใช่ว่าหวังดีแล้วจะมีสิทธิ์พูดอะไรก็ได้หรอกนะ
มันส่งผลเลวอะไรมาแล้วเยอะแยะ 
ดังนั้นจะยัดเยียดความอวดเก่งให้คนอื่นแบบนี้ไม่ได้

แถมเราเองก็จะมีช่วงที่ยังไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่เราคิดจะถูกหรือไม่
ช่วงนี้แหละ ที่พวกโชว์พาวมันจะชอบมาก 
เพราะจะได้เห็นเราตอบสนองสิ่งที่พวกมันพูด..ด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ
ทำให้มันรู้สึกว่า ตัวกูนี่แมนมาก ทำให้นังนี่ลังเล
ฉะนั้น กูพูดถูก.. ถูกๆๆ


 
ก็ใช่สิ เล่นยกทฤษฎีที่ไม่มีใครเถียงได้..มา มันก็ง่ายอะดิ
เราก็ยอมรับ ว่าการห่มผ้าให้เด็กต้องดีกว่าไม่ห่มแน่ๆ
แม่เราพูดถูกค่ะ เป็นวิทยาศาสตร์มาก เถียงไม่ได้เลย..

เรื่องนี้ถ้าชาวหว้ากอมาได้ยินเข้า คงจะเชียร์กันลั่น
ว่าใช่ แม่เราถูก พวกเค้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ พวกเค้ารู้ดีที่สุด
และห้ามเราเลี้ยงลูกด้วยวิธีของเราอีก เพราะมันเป็นการเลี้ยงลูกที่ลวงโลก 
งมงาย เลวทราม เป็นไสยศาสตร์... 

 
อะนะ

ห่มผ้าให้เด็ก เป็นสิ่งถูกต้องที่ควรทำที่สุด
แต่มันใช้ไม่ได้ผล กับเด็กที่ขี้ร้อนโว้ย

. . . . . . . . .

ส่วนเรื่องปลา ก็ถ้ามีห้องครัวเราก็ทำไปแล้ว 
แต่นี่เราไม่มี จะให้เราไปทำที่หนายย...?

เค้ามีวางขาย ให้เราซื้อได้ ก็ดีตายห่านแล้ว 
มันจะราคาเท่าไหร่? ตัวละล้านห้า
หรือสี่แสน(มีงบ"กลาโหม"อุดหนุนบางส่วน)
 
เราเป็นแม่นะคะ เราก็คิดว่าขอให้ลูกเรามีปลากิน ก็โอเคแล้ว
ดีกว่าไม่มีกินน่ะ คนอื่นอาจจะคิดว่าปลามันแพงไม่โอเค
ต้องหาทางทำเองให้ได้ถูกกว่า.. ซึ่งนั่นเป็นความคิดแบบที่ไม่มีกรอบ
ไม่มีข้อจำกัดใดๆเหมือนเรื่องจริงที่หน้างาน มันก็ง่ายสิคะ
 
แต่ความเป็นจริงเรายังหาทางไม่ได้ และลูกเราก็โตขึ้นทุกวัน
เค้าไม่มาหยุดโตเพื่อรอให้เราหาปลาถูกๆให้ได้หรอก
ถ้าคุณไม่มาเลี้ยงเค้าที่บ้านเราหลังนี้ ก็จะไม่เข้าใจในข้อจำกัดนี้
และจะไม่ได้เห็นอยู่แล้ว ว่าเค้าต้องกินอาหารอยู่ทุกวันๆ
มันเลยยากที่คุณจะตระหนักค่ะ ว่าเราต้องรีบหาปลาให้ลูกเรากินวันต่อวัน
ไม่ว่าปลาจะแพงแค่ไหนเราก็ต้องให้เค้ากินค่ะ
 
หรืออย่างน้อย อยากพูด ค่อยๆพูดกันก็ได้นี่คะ.......
ทำไมต้องมาด่าทอกันด้วย.....????
 
(เรื่องหลักมันคืออะไร ลืมไปหมดแล้วเหรอ)
 
---------------------------------------- 
 
 
 
ในขณะที่เรายังสับสน.. แม่ก็จะโจมตีเราอย่างหนัก
จนเราต้องใช้ความพยายามครั้งสุดท้าย 
ที่จะหยุดแม่แล้วบอกให้"เข้าใจว่าแม่กำลังไม่เข้าใจ"
ด้วยการพูดว่า 
"แม่ต้องมาเลี้ยงมันเอง แล้วแม่จะรู้ ว่ามันไม่ต้องการผ้าห่ม"


ช่วยคิดหน่อยสิว่า เฮ๊ย.. นี่คุณเป็นนักวิชาการ 
คุณนั่งอยู่ในมหาลัยกลางเมืองหลวงนะ
กับเราอยู่ตรงหน้างานตรงนี้ ฟังกรูหน่อยไม่ได้เหรอ?

 
. . . . . . . . . . . . . . . . . . 
 
 
แต่โชคดีที่เราได้พิสูจน์
(หมอพรทิพย์ไม่โชคดีเหมือนเรา)

คือ..มันมีอยู่วันหนึ่งที่แม่เรามีโอกาสได้ห่มผ้าลูกเรา
และนอนเฝ้าลูกเราต่ออยู่ตรงนั้น.. ผลที่ได้ก็คือ 
ปิดพัดลมไปไม่ทันไรเลย แป๊บเดียวลูกเราก็ตื่นมาร้องไห้โยเย 
หัวเปียกเหงื่อจนชุ่ม แล้วก็นอนไม่พอ

ในที่สุด..แม่เราต้องเปิดพัดลมจ่อให้ และกล่อมนอนใหม่อีกครั้ง 
โดยที่คราวนี้แกก็ไม่ห่มผ้าให้ลูกเรา..เหมือนที่เคยห้ามและต่อว่าเรา 

สุดท้าย
พอเป็นแม่มาเลี้ยงเอง แม่ก็ทำแบบนั้นอยู่ดี....

เห็นไหมว่าถ้ามาเลี้ยงเองจะเข้าใจจริงๆว่าลูกเราขี้ร้อนแค่ไหน
แม้จะไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดในโลก 
แต่เค้าโอเคที่สุดกับวิธีเลี้ยงดูแบบนี้ เค้าเติบโตมาได้แข็งแรงดี
และเราก็สามารถทำงานของเราสำเร็จไปได้ ก็น่าจะยุติแล้วค่ะ
 
แม่เราไม่ควรมาก้าวก่ายเราเลย
ถ้าแม่คิดให้ดีๆ ก็น่าจะรู้นะว่าเราจะรักลูกไหม?
ทำไมเราจะไม่ทำสิ่งดีๆให้ลูกเล่า

ถ้าหวังดี ก็มาคุยกันดีๆสิคะ
จะแนะนำอะไรก็น่าจะฟังเหตุผลฝั่งเรากลับไปบ้าง
เอาทีละประเด็น เพื่อการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
ไม่ใช่มาด่วนสรุป ดูถูก ถากถางกันอย่างเดียว.. 

----------------------------------- 
 
การดูถูก การวาดการ์ตูนล้อเลียน 
การเปลี่ยนชื่อใครสักคนให้เป็นฉายาทุเรศๆ 
แบบนี้ล้วนเป็นการกระทำจากอารมณ์ที่ไม่ใช่เหตุผลเลย..

แล้ววิทยาศาสตร์มันเป็นเหตุเป็นผลมิใช่หรือ? 
 
เราคิดว่าการทำลายคนด้วยอารมณ์แบบนี้
ไม่ต่างอะไรจากคนสมัยก่อน ที่จับบางคนไปฆ่า
ถ่วงน้ำ เผาไฟ เพียงเพราะเขาพูดว่า
"ที่จริงแล้วโลกมันกลม"เลย

วิทยาศาสตร์ยังมีเรื่องของมิติเวลา 
ยังมีอนาคตต่อไปข้างหน้าอีก ที่เราอาจจะทราบเหตุผล 
ว่าทำไม GT 200 มันถึงใช้ได้..ก็ได้ 
 
--------------------------------------
 
 
และในเมื่อวันนี้ถ้ามันพอใช้ได้ แล้วเราโฟกัสในเรื่องของการแก้ปัญหา
ความมั่นคงของชาติจริงๆล่ะก็มันเพียงพอแล้ว
ไม่สำคัญหรอกว่ามันจะเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์หรือเปล่า

เพราะปัญหาโจรใต้เป็นเรื่องทางการปกครอง..ไม่ใช่โจทย์วิทยาศาสตร์เช่นกัน
มันต้องใช้ทั้งยุทธวิธี(ทางการทหาร) จิตวิทยา ศิลปะการเจรจา สารพัด ฯลฯ
ไม่งั้นทำไมคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงเป็นตำรวจ ทหาร 
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์-ไสยศาสตร์เล่า ถ้าเรื่องนี้ต้องใช้วิทยาศาสตร์
มาแก้ไขแบบ 100% พวกนักวิทยาศาสตร์คงต้องลงไปทั้งหมดแล้ว
ไม่ใช่มานั่งโชว์เก๋าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในเมืองหลวงแบบนี้..

เออ แต่ถ้าเป็นงานเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตบนดาวแพนดอร่า
คุณอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ได้เลย ทหารคงไม่เกี่ยวจริงๆ
นอกจากไปอารักขาความปลอดภัยให้คุณ

สิ่งที่พวกคุณทำในวันนี้ มันทำให้ชาวบ้านเริ่มไม่เชื่อถือทีมงาน
พอที่จะให้ความร่วมมือต่อเจ้าหน้าที่อีกต่อไป 
และโจรใต้ก็คงจะนึกขอบคุณอาจารย์อยู่ในใจ ที่ช่วยยื้อเวลาให้
ในระหว่างที่ทีมทำงาน ต้องกลับไปเปลี่ยนยุทธวิธีมาใหม่อีกครั้ง

นี่พวกเราเสพติดความขัดแย้งมากไปหรือเปล่า?
ทำไมมันราวกับเรามีสงครามใหญ่โต 
กับเพียงแค่ประเด็นเล็กๆน้อยๆ

-----------------------------------------

คนที่ทำงานภายใต้ข้อจำกัดขนาดนี้ (เค้าไม่ได้ทำกิจการส่วนตัวอยู่นะ)
พวกเค้าต้องมีความเพียรมากขนาดไหน
ที่จะต้องฝ่าฟันข้อจำกัดที่มีมากมายเหลือเกิน
แล้วยังต้องโดนดูถูก เยาะเย้ย ถากถาง..
โดยที่ยังกลับไปทำงานต่อ..แทนที่จะกลับไปนอนอยู่บ้านสบายๆ

สิ่งที่เราควรจะทำก็คือให้กำลังใจเค้า พยายามเข้าใจเค้า
ไม่ใช่มาโชว์พาวแล้วอ้างว่าหวังดีเลย
คนที่คุณกล่าวหาว่าเค้างมงายนั้น เค้าไม่ได้ใบ้หวย สร้างเหรียญจตุคาม 
หรือมาระดมทุน..เรียกศรัทธาสร้างองค์พระใหญ่ที่สุดในโลกสักหน่อย

สิ่งที่เราได้ยิน มีเพียงแค่ความพยายามจากเขา 
ที่ร้องขอความเข้าใจจากแนวหลังบ้างเท่านั้นเอง
ในขณะที่เค้าไปทำงานให้เรา ตั้งใจทำงานให้ประเทศที่เราอยู่เกิดความสงบ
ลดความขัดแย้ง ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ งานที่พวกเค้าทำ
มันซับซ้อนกว่าสูตรคำนวณพลังงานใดๆนะคะ เพราะมันเป็นเรื่องของคน
 
คนน่ะ มันไม่มีเหตุผล คนมีแต่อารมณ์ และปัญหาใต้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับคน
ที่จะมาวิจารณ์กันง่ายๆ คิดแบบอินโนเซนส์..ไม่ได้ คิดแค่ว่าโกงไม่โกงไม่ได้
มันซับซ้อนยิ่งกว่าการเมือง แต่มันเป็นเศรษฐกิจ ศาสนา ความเชื่อ ความศรัทธา
การปกครอง และวิทยาศาสตร์..ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดค่ะ
 
เห็นใจพวกเค้ามากค่ะ เขาพยายามทำให้เราได้หลับสบาย 
อยู่อย่างปลอดภัยในเมืองศิวิไลซ์ของเรา

ถ้าชาว วิทยาศาสตร์ ในเมืองไทยเป็นแบบนี้..
ผู้แย๊วโตหลิง ขอยืนอยู่ฝั่งไสยศาสตร์ไปเลยก็ได้
ถ้าไสยศาสตร์แก้ไขปัญหาโจรใต้ได้ เราก็ยินดีละค่ะ
 
 
 
*อ่านเรื่องนี้ในมุมมองของทหารได้ที่บล็อกเจ้าชายน้อยค่ะ
 

edit @ 5 Feb 2010 22:09:14 by ผู้แย๊วโตหลิง

แวะมาสวัสดีสงกรานต์ครับขันน้ำ ขันน้ำ

#5 By wesong on 2010-04-15 23:23

โยงมาเรื่องระดับประเทศเลยนะ

#4 By brawatcher on 2010-03-01 23:11

พยายามกันต่อไปครับ
ข้อจำกัดและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะทำให้เราแกร่ง

#3 By pakazite on 2010-02-06 19:51

http://house.exteen.com/20100206/think-difference
ตอบ

#2 By house on 2010-02-06 02:47

เปรียบกับเรื่องใกล้ตัวได้ดีมาก ๆ เลยครับ

ขอบคุณที่เข้าใจคนทำงานจริง ๆ ครับ

ยังดีที่ยังมีเรื่องที่คิดเหมือนกันบ้าง open-mounthed smile

#1 By เจ้าชายน้อย on 2010-02-05 22:53