Kung Fu Panda ว่าด้วยแจ็คแบล็ก
posted on 20 Jan 2009 05:45 by chalita in personalityอะจ้ะ.. เขาเขียนรีวิวเรื่องนี้กันไปชาติกว่า
แต่บล็อกเรา..ผู้แย๊วโตหลิงเพิ่งได้ชม
ก็อาศัย
"เทศกาลภาพยนตร์ราคาประหยัด-กรุงเทพ2009"ที่บ้านนั่นแหละ
เป็นเทศกาลมีต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 แล้ว
(พักหลังๆไม่แน่ใจว่ายังเป็นเทศกาลของกทม.อยู่หรือเปล่า?
ก็ได้ยินว่า "แผ่นแม่สายๆ" อยู่บ่อยๆ
)
แต่บล็อกเรา..ผู้แย๊วโตหลิงเพิ่งได้ชม
ก็อาศัย
"เทศกาลภาพยนตร์ราคาประหยัด-กรุงเทพ2009"ที่บ้านนั่นแหละ
เป็นเทศกาลมีต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 แล้ว
(พักหลังๆไม่แน่ใจว่ายังเป็นเทศกาลของกทม.อยู่หรือเปล่า?
ก็ได้ยินว่า "แผ่นแม่สายๆ" อยู่บ่อยๆ
).............
เข้าเรื่องละ.. ชื่อหัวเรื่องที่ตั้งให้น่ะเราเลือกนานมากเลย
นิยามมันไม่ได้สักที ไม่ว่าจะลองเป็น.. มาสเตอร์นอกระบบ,
ผู้เชี่ยวชาญด้านความไม่เชี่ยวชาญ, ปรมาจารย์นอกโรงเรียน ฯลฯ
ฮ่ะๆๆ.. คงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะนิยามหนังเรื่องนี้
เพราะมันมีประเด็นเยอะนะ แต่หลายๆรีวิวที่ลองหาอ่านผ่านกูเกิล
ส่วนใหญ่จะพากันวิจารณ์ในความเป็น"หนัง"ของมันกันอย่างเดียว
เรามอง Kung Fu Panda ต่างจากคนอื่นตามเคย
เพราะดูแล้วพาให้นึกถึงประเด็นของคาแรกเตอร์มากกว่าอย่างอื่น
ซึ่ง Kung Fu Panda ยังมีมุมอื่นๆที่น่าสนใจอีก เช่น
เรื่องของคำสอนนิกายเซนฝั่งซีกโลกตะวันออก
หรือจังหวะของบางมุกตลกที่เราคาดไม่ถึง และปรัชญา..
แต่ถ้าจะมองกันในมุมของ"หนัง"อย่างเดียวนะ
หนังเรื่องนี้คงไม่มีคุณค่าอะไรนักหรอก
(หลายคนติว่ามันสั้นไป ไม่คุ้มตังค์ พลอตเก่าๆ ฯลฯ)
สิ่งที่เราเห็นคือหนังพรีเซนต์ "คนประเภทหนึ่ง" (a kind of...)
และนั่นคือ"โพ"หมีแพนด้าตัวเอกของเรื่องนั่นเอง
-เจ้าของคาแรกเตอร์นี้คือแจ็คแบล็ก-
(มีรูปเขาในเฮดบล็อกเราด้วยนะเออ..
)ซึ่งยุคสมัยนี้งานซีจีแอนนิเมชัน
มันไม่เหมือนยุคเทพนิยายดีสนีย์แล้ว
ของดีสนีย์มันประมาณว่าเขามีคาแรกเตอร์อยู่ก่อน(เช่นเจ้าหญิง)
แล้วค่อยเอานักแสดงไปพากย์เสียง แต่ปัจจุบันกลับกัน
คือใช้คาแรกเตอร์จากนักแสดงตรงๆเลย
(อย่าง Michael Clarke Duncan นี่..แม้เราไม่ได้ศึกษาข้อมูล
ก่อนดูมาเลย แต่ได้เห็นในเรื่องแล้วก็จำเค้าได้
ยิ่งได้ยินเสียงนี่..แน่ใจเลยว่าเป็นเขา)
ยิ่งได้ยินเสียงนี่..แน่ใจเลยว่าเป็นเขา)
กล่าวคือแม้จะเป็นการ์ตูนแต่ก็ยังต้องแคสติ้ง
และจ้างนักแสดงเหมือนกับงานถ่ายทำตามปกติ(ละมั๊ง)
และนั่นก็เป็นที่มาของสำนวนในใจเราที่บอกว่า
"หนังเรื่องนี้มันทำมาให้แจ็คแบล็กนิหว่า"
ถึงแม้ความจริงจะเป็นไงไม่รู้
..แต่ใช่นะ "โพ" คือ "แจ็คแบล็ก"จริงๆ
"แจ็คแบล็ก(สำหรับเรา)คือ..
คนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ไปซะทุกอย่าง
แต่ตัวเองไม่มีวันที่จะเป็น"มาสเตอร์"ในเรื่องนั้นๆได้
ทั้งๆที่แจ็คแบล็ก.. เขาคือ"มาสเตอร์"
ในเรื่องของการไม่ได้เป็น"มาสเตอร์""

(หาก"มาสเตอร์"มีเฉพาะแค่รูปแบบที่สังคมกำหนดเอาไว้ไงเล่า)
นิยามคำว่า"มาสเตอร์"ของเจบี. คือ
เขาเป็น"มาสเตอร์"ของตัวเอง เขาทำได้ในแบบของเขา
ซึ่งเขาไม่ต้องเรียน(เลียน)เอาจากใคร

ทำไมเราคิดว่าคุณพี่เจ.บี.ของเราเป็นงั้นรู้ไหม?
แหะๆ เพราะเราก็เป็นแฟนของแจ็คแบล็กอีกทีน่ะสิ
หรือเอาไปอีกคำตอบนึง.. คือ เจ้าของบล็อกคิดว่า
ตัวเองเป็นคนประเภทเดียวกันกับแจ็คแบล็กเจ้าค่ะ
ก็ชอบด้วยใจ คลั่งไคล้ไหลหลง.. ใฝ่ฝันว่าตัวเองจะ"เป็น"
แต่กลับพบว่าตัวเองเริ่มต้นจากจุดที่ห่างไกลเหลือเกิน
ไม่ได้เฉียดเลยสักนิด แต่จนแล้วจนรอดก็แอบไปศึกษา
แอบไปหัด ไปฝึกอะไรคล้ายๆกันมาบ้างก็ไม่รู้เรื่อยเปื่อย
ตามแบบของตัวเอง.. จากจุดเริ่มของเราเอง..
จนเก่งเรื่องอะไรก็ไม่รู้ รู้เรื่องอะไรมาก็ไม่รู้.. แต่ที่แน่ๆ
คือไม่มีใครยอมรับความสามารถแบบนั้นอยู่ดี
เพียงเพราะเราไม่ได้ทำตามแบบฉบับที่โลกรู้จัก
ทั้งๆที่ไม่มีใครการันตีได้ซะหน่อย ว่าโลกใบนี้จะคิดถูก ฮ่าๆๆ
เจบี.เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถรอบตัวเยอะมากจนใช้ไม่ถูก
บังเอิญเขามีอาชีพเป็นนักแสดงซึ่งก็คงไม่มีวันได้รางวัลออสการ์
ที่พูดแบบนี้ก็เพราะเห็นว่า..
คนที่เคยได้ออสการ์ต่างก็ไม่มีใครเหมือนเขา
การปรากฏตัวของเขาในหนัง(ห่วยๆ)เรื่องที่เราไม่ชอบเลย
อย่าง The Holiday (2006)อะ แจ็คแบล็กกลับได้โชว์อะไรดีๆ
เป็นสิ่งที่เราประทับใจอย่างเดียวเลยในหนัง
เราว่าเค้าเจ๋งในแบบตัวเค้าเองจริงๆ

นอกจากจะพูดถึงตัวเองและพี่เจบี.แล้ว
เรายังรู้จักอีกคนที่เป็นแบบนี้(ขอไม่บอกนะ ว่าใคร)
คือคุณเขาเป็นมาแล้วทุกอย่าง.. บริกร ดอร์แมน
เด็กปั๊ม ไอที ฟิลด์ธรณี สำรวจแบบสอบถาม ฟิสิกส์
คณิต ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ ...คนแบบนี้
จะเอาไปไว้ที่ไหนในสังคมได้เนี่ย..
ทั้งๆที่คนแบบนี้แหละที่เนื้อในแล้ว..เขาคือ"มาสเตอร์"
แต่กว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวน่ะ
ก็คงต้องได้เจอ"มาสเตอร์"ของ"มาสเตอร์"อีกทีนึงก่อน
ซึ่งชะตาก็มักจะพามาให้เจอจริงๆเสียด้วย..
แต่มันก็ต้องอาศัยความมั่นใจใน"ตัว"ด้วยนะ
ไม่ว่าจะมั่นใจในตัวอาจารย์เรา หรือมั่นใจในตัวเราก็ได้..
เพราะทั้งหมดมันคือเท่านี้
สูตรลับสุดยอดคือ..ความว่างเปล่า..
แม้ตรงนี้ในหนังเราจะเดาได้
แต่มันก็มาในจังหวะที่น่าประทับใจอยู่ดี
คนจะเป็น"มาสเตอร์"ได้นั้น ต้องรู้จัก(และรู้จาก)ตัวเอง
^
^
บนนี้ผู้แย๊วโตหลิงพูดเองนะ

ฉากที่เราชอบที่สุดคือ
ตอนที่มาสเตอร์อูเกวย์ (Oogway)เป่าเทียนค่ะ
โคตรชอบเลยและอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทำไม

ตอนจบดูเครดิต(เฉลย)ของคาแรกเตอร์แต่ละตัวแล้ว
ยิ่งประทับใจมาก
เราไม่รู้ข่าวอะไรเกี่ยวกับหนัง ไม่รู้แคสกันยังไง
แต่แคสติ้งได้เพอร์เฟคจังค่ะ
อย่างแองเจลีน่าโจลี่ ขนาดเราไม่ชอบเธอ(เป็นการส่วนตัว)
แต่ในเรื่องนี้ ยอมรับค่ะ,
เสียดายเฉินหลงบทน้อยไปไม่หน่อย.. เสียดายมากๆ
----------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยสิ่งที่เพิ่งไปเจอ
เกี่ยวกับผู้แย๊วโตหลิงและแจ็คแบล็ก....
เป็นภาพหมู่สมัยเราไปเรียนอยู่เอเธนส์
เพิ่งเห็นว่าเจบี.จบจากที่เดียวกับเราเลย
มิน่าล่ะ..เราถึงได้เหมือนกันขนาดนี้


ขยายมาให้ดูค่ะ.. รูปนี้เจบี.อยู่กับเอ็กซ์แซลและแสลช
กลุ่มนี้จะเป็นพวกเอกดนตรีร็อค(The School of Rock)

แต่เราเอกปรัชญา(9) เลยไม่เคยเจอเจบีมาก่อน
ตอนถ่ายรูปนี้ กำลังคุยกับ"ปาล์มมี่"(Parmenides)อยู่เลยค่ะ

อ่านรีวิว กังฟูแพนด้าที่เขียนในมุมมองของ"เซน"ได้ที่นี่ค่ะ
http://riverdale-dreams.blogspot.com/2008/07/kung-fu-panda.html
ใครก็ไม่รู้ เขียนน่าสนใจดีจ้ะ
บ้านหลังสุดท้ายของผู้แย๊วโตหลิง

แวะมา "อรุณสวัสดิ์" ก่อน
เลิกงานแล้วจะกลับมาอ่านใหม่
อากาศอย่างนี้..ดุแลบักจู๊ดดีๆ เน่อ
ฮักษาสุขภาพตัวเองโตย
คิดฮอดหลาย
#1 By |:| ShaKo |:| on 2009-01-20 06:50