ถ้า'การบ้าน'คือหน้าที่คุณ แล้ว'การเมือง'ล่ะ?หน้าที่ใคร
posted on 02 Jul 2008 23:10 by chalita in pan-din-t-rak[เงื่อนไข] บทความนี้ต้องการให้คุณทำความเข้าใจและยอมรับ...
-----------------------------------------------------------------------
สัปดาห์ก่อน ในขณะที่ประชุมสภากำลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ*..
หลายคนอาจจะกำลังดูละคร รายการและข่าวบันเทิงต่างๆ หรือไม่ก็อาจ
เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปๆมาๆในยามพักผ่อนช่วงหัวค่ำ.. เราเชื่อว่าพอคุณๆ
เปลี่ยนมาเจอช่องถ่ายทอดสดรายการ(อภิปราย)ดังกล่าว คงมีบ้าง..ที่จะ
เปลี่ยนช่องผ่านไปทันทีด้วยความเคยชิน ราวกับช่องนั้นไม่มีอะไรให้ดู
ในเวลาต่อมา รายงานข่าวประจำวันทางโทรทัศน์ พบการส่ง sms เข้ามา
จำนวนมากที่บอกว่าเบื่อการเมือง.. เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกัน?.. เมื่อไหร่
จะหยุดสร้างความวุ่นวาย?.. รถติด.. เดือดร้อน.. น้ำมันแพง.. ข้าวแพง..
หุ้นตก.. แตกแยก.. ฯลฯ.. ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคีย์เวิร์ดจากใจที่สุด
จะน่าเบื่อมากของคนไทย..
ข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน ข่าวชาวบ้าน ความเดือดร้อนเนื่องมาจาก
ข้าวของขึ้นราคา อาชญากรรม ยาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นฯลฯ ที่มีมาอย่างไม่
ขาดสาย ทำให้คนมักบอกว่า ..แบบนี้ไงถึงไม่สนใจการเมือง เพราะปกติก็
เครียดอยู่แล้ว สู้หันมาสนใจเรื่องอื่นจะดีกว่า ลงท้ายที่การหาดู AF, ค้นฟ้า
คว้าดาว, ข่าวดาราตบตีกัน, โหวตสุดยอดนักร้องในดวงใจ, เคล็ดลับหุ่นดี
เหมือนนางแบบ, ละครเรื่องใหม่คืนนี้, อิตาลีแพ้ลูกโทษ ฯลฯ

มันก็จริงอยู่..ที่
- คุณอาจไม่สนใจโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี
- คุณอาจไม่สนใจคดีความของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- คุณอาจไม่สนใจข้อตกลงเขตการค้าเสรี เศรษฐกิจ การลงทุน
- คุณอาจไม่สนใจการตั้งข้อสังเกตของผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล
แต่เวลาที่..
- ไปทานข้าวกลางวันข้างออฟฟิศ แม่ค้าบอกขึ้นราคาไข่ดาวบาทนึง
- นั่งคิดเรื่องจะเอารถไปติดแก๊ส..
- วางแผนหลบรถติด เลี่ยงการเดินทางบนถนนบางสาย
- ควักแบงค์ขึ้นมาจ่ายค่ารถประจำทางแทนที่จะเป็นเศษเหรียญ
- โวยมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่ามานิดเดียวทำไมคิดแพงจัง
- ไปซื้อของชำแท้ๆ(ทิษชู่ สบู่ กาแฟ)แต่หมดเงินไป 6ร้อยถึง1พันบาท
- ขนมร้านโปรดใส่เนยน้อยลง
และ..
- กลับบ้านมาหดหู่กับข่าวคนขโมยน็อตเสาไฟฟ้าไปขาย,
- สก๊อยยึดพื้นที่ใต้ต้นขนุน แย่งอาชีพโสเภณีที่สนามหลวง
เพื่อหาเงินไปเสพยา..
คุณแค่ยักไหล่.. ควักเงินออกมาจ่ายแล้วใช้ชีวิตต่อไป โดยที่แทบไม่ทันจะ
ได้สังเกตเลยหรือเปล่าล่ะ? เจองี้ทีไรเช้าอีกวันก็ลืมไปแล้ว.. ไม่ได้สนใจ
ไม่ได้เดือดร้อน ไม่รู้สึกอะไรสักนิด มันเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวม๊ากมาก..?
จาก sms ที่เห็นส่งกันมา คุณๆไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันเลยนี่นา
-----------------------------------------------------------------------
ถ้าคิดว่าเรื่องกลุ่มข้างบน(ตัวหนังสือสีเขียว) เป็น"การเมือง"
ที่เป็นเรื่องของ"นักการเมือง"เท่านั้น แต่เรื่องกลุ่มล่าง(สีม่วง)
เป็น"การบ้าน" ที่เป็นเรื่องของชีวิตคุณเองล่ะก็..
ลองดูว่ามันเกี่ยวกันยังไง
การขึ้นราคาไข่ดาว อาจจะมีที่มาจากรัฐมนตรีพาณิชย์ที่ทำงานไม่เป็น
แต่กลับหลุดกระบวนการเลือกตั้งเข้ามานั่งในตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม
แล้วก็บริหารบ้านเมืองเหมือนเล่นขายของ จนออกนโยบายแบบรู้เท่า
ไม่ถึงการณ์เป็นผลให้นำพาเศรษฐกิจชาติชิบหายก็ได้..เริ่มจากราคาไข่
การนำรถไปติดแก็ส อาจมีที่มาจากนักการเมืองขี้ฉ้อ เอาสัมปทานรัฐ
ที่ขายน้ำมันของประเทศเราไปเข้าตลาดหุ้น แล้วปล่อยให้ผู้ถือหุ้นอิง
ราคาต่างประเทศจนเราต้องซื้อน้ำมันราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น จนใน
ที่สุด ปลายเหตุก็คือคุณเองต้องเอารถไปเปลี่ยนระบบพลังงาน..ก็ได้
คุณหลบรถติด คุณด่าม็อบ.. คุณทราบหรือไม่ว่าด้วยเหตุ 2 เรื่องข้างบน
+กับการปิดหูปิดตาประชาชน ทำให้สื่อถูกแทรกแซงการเสนอข่าวอย่าง
ไม่เป็นธรรม เพราะฝ่ายรัฐมีอำนาจเหนือกว่า จึงทำให้เกิดมีประชาชนผู้รู้
ทันต้องออกมาเรียกร้องความสนใจจากมวลชนกลุ่มอื่นๆ ว่าเฮ๊ย.. เงินใน
กระเป๋าคุณเองนะนั่น ถูกเขาเอาไป คุณยังมัวดูละครอยู่เลย แบบนี้หรือ
เปล่าที่ทำให้คุณเดือดร้อนเพราะรถติด แต่ทีเงินหายคุณไม่ยักกะรู้ตัวนะ
ควักแบงค์จ่ายค่ารถเมล์ก่อนที่จะไม่มีกระเป๋ารถมาเก็บเถิด เพราะพวก
เขากำลังจะตกงาน จากการยกเลิกพกส.ในสัญญาเช่ารถเมล์มูลค่าแสนๆ
ล้าน.. ที่ส่งสัญญาณว่าแพงเกินไปที่จะพัฒนาชีวิตเรา(โกงกูอีกแล้ว) ใน
ขณะที่คุณจ่ายค่ารถเมล์ที่แพงขึ้นๆ เงินจะไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง คุณเคย
รู้เรื่องพวกนี้หรือไม่?
ร้านโชห่วยคือวิถีชีวิตของคนในสังคมเรา ที่กำลังจะตายจากไปพร้อมๆกับ
เศรษฐกิจและอาชีพของคนในชาติ ทั้งๆที่พรบ.ค้าปลีกจะสามารถช่วยให้
เราไม่ล่มจม แต่คุณกลับมองเพียงว่าห้างโลตัสขายของถูกทั้งๆที่เงินที่คุณ
จ่ายไป มันไม่ได้เวียนกลับมายังคนไทยด้วยกันเลย.. คุณจับจ่ายที่โลตัส
เท่ากับคุณกำลังโอนเงินไปให้ต่างชาติ.. และนักการเมืองของคุณก็มักจะ
ขัดขวางการออกพรบ.ดังกล่าว.. ทำไมคะ? ลองหาคำตอบดูสิ
การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของนักการเมืองนะ
แต่มันเป็นเรื่องของ"คุณ"ตะหาก
"การที่คุณๆไม่ยอมรับการเมืองเข้ามาในชีวิต
อาจเป็นเพราะคุณดันเอาการเมืองไปเปรียบกับงานอดิเรก
และเลือกที่จะไม่ชอบมัน.."
เช่นว่า
- ชั้นชอบดูเทนนิส ไม่ดูฟุตบอล
- ชอบแต่งรถ ชอบคอมพิวเตอร์
- ชอบเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล
- ชอบกินอาหารไทย ดูหนังฝรั่ง
- ชอบลิเวอร์พูล กับอาร์เซนอล
ฯลฯ
คุณถึงได้ปฏิเสธการรับรู้เรื่องการเมือง เพราะไปคิดว่าตัวเองไม่มีความถนัด
ในเรื่องนี้ ไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน ไม่เคยได้ติดตามก็เลยตามไม่ทัน หรือ
คิดไปว่า..คนที่อยากจะเล่นการเมืองเท่านั้นแหละที่จะสนใจการเมือง
"ผิดค่ะ"
บางคนก็มองการเมืองคล้ายกับว่ามันเป็นเรื่องทางวิชาการไปเสียอย่างนั้น
เช่น ถ้าเราไม่ถนัดเลขก็เบนไปเรียนศิลป์.. ไม่เก่งวิทย์ก็ไปภาษา หรือ
ไม่เอาศิลปะก็ไปเรียนบัญชี ฯลฯ ถ้าคุณใช้หลักการนี้ในการมองแล้วล่ะก็
คนที่รู้เรื่องการเมืองคงเห็นจะมีแต่คนเรียนรัฐศาสตร์แล้วล่ะ
-_-!
ขอเรียนตามนี้นะคะ
"การเมืองไม่ใช่ออบเจคหรือออพชั่น ที่มาคอยให้คุณเลือกนะ"
คุณไม่มีสิทธิเลือกแม้แต่น้อยว่าจะรับรู้หรือจะปฏิเสธมันค่ะ รู้ตัวเอาไว้ด้วย..
"เปรียบเทียบได้กับบิดามารดาบังเกิดเกล้าของคุณนั่นแหละ
ที่ต่อให้คุณไม่ภูมิใจ ไม่ชอบพวกเขายังไง คุณก็ไม่มีทางที่จะ
ปฏิเสธชาติกำเนิดของคุณว่ามาจากพวกเขาได้"
..ยังไงยังงั้นเลย
การเมือง
..ไม่ใช่ศาสตร์
..ไม่ใช่วิชาการ
..ไม่ได้เป็นเพียงการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
แต่มันคือ"การเป็นอยู่"ของชีวิตเราค่ะ

การเมืองอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่านั้น ดังที่ยกตัวอย่างมา ก็คงจะ
เห็นได้ว่า อย่าแค่แต่จะเปิดประตูบ้านออกมาเจอถนนสาธารณะ
หรือถังขยะกทม.ก็เกี่ยวกับการเมืองแล้วเลย ..จะแค่น้ำประปา
ไฟฟ้าในบ้านเรา หรืออากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้น จะมีคุณภาพ
การบริการที่ดี ราคาไม่แพงจนเกินไป จะสะอาดบริสุทธิ์หรือเป็น
มลพิษ..ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น
แต่สิ่งที่บอกได้ชัดที่สุด ก็ต้องพูดถึงเงินในกระเป๋าของเรานี่แหละ
ถ้าการเมืองบ้านเราดี.. เงินในกระเป๋าก็จะมีค่ามากกว่านี้
และอาจจะมีเยอะกว่านี้ด้วย....
.....
"คนที่สนใจการเมืองทุกวันนี้ ไม่ได้คลั่งไคล้ หลงไหล ชื่นชอบ
หรือมีความสุขกับการติดตามความเคลื่อนไหวของมันหรอก"
เหมือนการที่คุณไปโรงเรียนหรือไปตอกบัตรทำงานทุกวันๆ ถึง
แม้ว่าคุณจะเคยชินและไม่ได้เกียจคร้านที่จะไป แต่นั่นเป็นเพราะ
คุณๆเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่..ที่คุณเองก็ทำเพราะมันคือจุดหมาย
หนึ่งในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องทำ
ไม่เข้าเรียนก็เรียนไม่จบ.. ไม่ไปก็ไม่ได้พบอาจารย์ ไม่ได้ทำการ
แสวงหาความรู้ ไม่ไปเรียนแล้วจะไปไหน? จะเอาชีวิตไปทำอะไร
คุณมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะต้องสำเร็จการศึกษา.. ฉะนั้นคุณก็แค่
ไปเรียน แต่วันที่ไม่มีเรียนคุณได้หยุดอยู่บ้าน มันก็สบายกว่าต้อง
ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วเดินทางออกไปเรียนใช่รึเปล่า?
เช่นเดียวกับการทำงาน.. ต่อให้ทำงานแล้วมีความสุข แต่คุณก็ทำ
ทุกวันโดยไม่หยุดพักไม่ได้ มันต่างจากความคลั่งไคล้ แต่เป็นเพียง
การปรับตัวและแสวงหาจุดที่คุณโอเคว่าจะทำมันต่อไปได้ เพื่อที่จะ
มีชีวิตอยู่รอดต่อไปในอนาคต
......
ส่วนคนที่ติดตามการเมือง เขาก็มีหน้าที่การงานที่จะต้องทำเหมือน
คุณ เขามีอาชีพของเค้า(ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง) โดยที่บางคนก็ยัง
ต้องไปเรียนอยู่ เขาเหนื่อยเหมือนๆกับพวกคุณนั่นแหละค่ะ ไม่ใช่
ไม่เหนื่อย.. ไม่ใช่ว่าเขามีจุดมุ่งหมายของการเป็นนักการเมือง และ
ไม่ใช่ว่าเขาเกี่ยวข้องหรือทำงานกับสถาบันทางการเมืองใดๆ หรือ
ได้รับผลประโยชน์อะไรใดๆกับการเมืองด้วย
คำถาม..?
ในเมื่อทุกคนก็มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวข้อง
กับการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วทำไมคนในสังคมเราถึงได้มี 2กลุ่ม
คือคนที่สนใจการเมือง กับคนที่ไม่สนใจการเมืองล่ะ?
คำตอบง่ายๆก็คือ
"การงานและการเรียน..มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง
ที่คุณเท่านั้นจะต้องรับผิดชอบมัน..
คุณถึงได้แคร์มัน คล้ายกับการบ้านที่อาจารย์ได้มอบหมาย
ให้ทุกคนต้องทำมาส่งแบบของใครของมัน
นั่นคือสิ่งที่ตัวคุณเองกำลังปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้
กล่าวคือ ถ้าไม่ทำ.. ผลกระทบก็จะตกอยู่กับคุณคนเดียว
เช่น ตกงาน ไม่มีเงินเดือนใช้ เรียนไม่จบ.. ไม่มีใครช่วยคุณได้
และ(ด้วยหลักการ)ไม่มีใครเดือดร้อนกับคุณ"
"ส่วนเรื่องการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องของส่วนรวม..
ที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ
เปรียบกับงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำเป็นกลุ่มนั่นเอง..
ที่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มแล้วกลับไม่ช่วยทำอะไรเลย
ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไป..
เวลาส่งงานอาจารย์ ถ้างานออกมาดีคะแนนคุณก็ดีไป
(ทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยงานและรอดพ้นจากการโดนรุมตื้บของเพื่อนอะนะ)
แต่ถ้าคะแนนออกมาไม่ผ่าน คุณก็สอบตกและเดือดร้อนไปด้วย"
และถ้าตราบใดที่ความเดือดร้อนมันยังมาไม่ถึงตัวคุณ คุณจะไม่สนใจ
มันก็ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว จิตสำนึกในเรื่องทางสังคมของคน
ในประเทศเราไม่ได้รับการปลูกฝังจากคนรุ่นก่อนๆ.. จึงทำให้คุณไม่
สามารถที่จะคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างง่ายๆ ก็เข้าใจค่ะ
ถ้าพวกเพื่อนๆ ไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้คุณแบ่งงานไปทำบ้าง หรือ
เรียกแล้วแต่คุณไม่ทำก็ยังได้เลยค่ะ ตราบใดที่คุณยังไม่ได้เดือดร้อน
อะไร.. แต่คุณไม่ทราบหรอกว่า
"วันนึง..ถ้าคนที่ทำอยู่หมดแรงลง
ไอ้ความเดือดร้อนนี้ ก็จะมาถึงคุณอย่างแน่นอน"
ฉะนั้น เมื่อทำงานเดี่ยวเสร็จแล้ว หาเวลามาทำงานกลุ่มด้วยค่ะ
...
อาจจะพูดได้นะว่า
คนที่สนใจการเมืองคือคนที่มีจิตสำนึก และเข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคม
เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว.. กล่าวคือ "เรื่องที่อยู่รอบๆตัวเขาก็เห็น" ไม่ได้จะ
เห็นแต่เรื่องของตัวเองเพียงอย่างเดียวนั่นแหละค่ะ ฟังดูเป็นคนดีมากเลย
นะคะ ถ้าอยากเป็นคนดี.. ทำคุณประโยชน์ให้สัตว์โลก ทำบุญกุศลให้เพื่อน
ร่วมชาติ จารึกความดีไว้ให้ลูกหลาน ก็จงหันมาช่วยสังคมด้วยการติดตาม
ข่าวสารการเมืองและเงินในกระเป๋าของตัวเองกันดีกว่าค่ะ มาช่วยกันเป็นหู
เป็นตาจับตาดูคนเลวโกงชาติ ยิ่งมีคนเห็นเยอะ เขาก็ยิ่งมีโอกาสได้รับโทษ
ได้มาก ไม่หลุดลอยนวลไปง่ายๆเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรอกค่ะ
เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว.. คงจะพูดได้เต็มปากเลยว่า
"คนที่ไม่สนการเมืองนั้น เลวมากค่ะ..
เอาเปรียบคนอื่น ไร้จิตสำนึก เห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอายแก่ใจ"
ความผิดหนักหนาสาหัสพอๆกับคนโกงกินชาติเชียวนะคะ เวลาที่มีคนบ่น
ว่าเราไม่สามัคคีกันนั้น.. อยากบอกค่ะว่า
"คนที่ทำให้สังคมแตกแยก ไม่ใช่คนที่ออกมาประท้วง
หรือคนที่โกงบ้านเมืองหรอก แต่ผู้ร้ายตัวจริง
คือคนที่ไม่ยอมร่วมรับผิดชอบ
ในงานกลุ่มที่ทุกคนต้องช่วยกันทำต่างหาก"
ที่คุณบ่นว่าบ้านเมืองวุ่นวาย โดยที่คุณไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมมันถึงวุ่นวาย..
ก็ขอให้ทราบเอาไว้นะคะ ว่าเป็นเพราะคุณไม่ยอมรับรู้สักทีนั่นแหละ
แถมยังออกมาบอกอีกนะว่าไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไร.. ก็ถ้าคุณไม่รู้ ทำไมไม่
หาคำตอบเล่า หรือถ้าคิดว่าไม่สนคำตอบก็อย่าออกมาบ่นเลยว่าเดือดร้อน
เวลาคุณมีปัญหาก็อย่าเพียรโทษคนอื่น ถ้าไม่อยากเห็นความวุ่นวาย
ก็หันมาจัดการในส่วนของคุณเองเสียให้เรียบร้อยสิคะ เดินเข้าหามัน
มาดูและมาทำความเข้าใจเสียบ้างแทนที่จะบ่น(อยู่ได้)ว่า
"ไม่รู้ว่ะ..มันจะอะไรกันนักกันหนา"
เลือกเอาค่ะถ้าคิดว่าตัวเองไม่(อยาก)รู้ ก็อย่าได้ริแสดงความเห็น
อย่าปริปากบ่น..แต่ถ้าอยากบ่น
"หากไม่อยากเดือดร้อน ก็หัดเอาภาระของตัวเอง
ที่เคยโยนให้คนอื่นแบกไว้..กลับบ้านไปจัดการเสียบ้าง"
เก็ต?
-----------------------------------------------------
(และการเมืองภาคเยาวชน)ได้ที่บล็อกนี้..
ถ้าอยากติดตามเรื่องการเมืองแบบเข้าใจง่ายๆ
(เขียนสไตล์บล็อกนี้
+พร้อมทั้งอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ดีไว้ให้คุณ..
เพื่อใช้ในการติดตามมันต่อได้อย่างจริงจังขึ้น)
คุณไม่จำเป็นต้องตามทุกเรื่อง แต่ตามเพียงเรื่องที่คุณ
พอจะใช้หลักคิดของตัวเองได้ แค่นี้ก็เป็นการแบ่งเบา
หัวข้อการบ้าน[การเมือง]ไปช่วยกันทำได้แล้วล่ะค่ะ
รวมถึง..อยากทราบเรื่องอะไร ฝากมาได้ในคอมเมนท์..
เราหวังว่าคำตอบง่ายๆจากเราจะทำให้คุณเข้าใจมันมากขึ้น
ขอบพระคุณในจิตสำนึกที่กำลังจะเกิด
เราไม่ได้กล่าวหา หรือต่อว่าใคร..
เราเข้าใจว่าทำไมสังคมเป็นแบบนี้..
ดังนั้นอย่าโกรธเรา หันมาช่วยกันทำให้สังคมนี้ดีขึ้นดีกว่าค่ะ
เราจะนำคุณไปเอง
(เพราะรออยู่นานแล้ว แต่ไม่มีใครนำเลยอะค่ะ..เฮ้อออ
)ดอกจัน(*)
อภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ครั้งที่๖ (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ
คุยกับจข.บล็อก 
ผมจะตอบอะไรได้มากกว่า
#1 By house on 2008-07-03 16:44