[เงื่อนไข] บทความนี้ต้องการให้คุณทำความเข้าใจและยอมรับ...
-----------------------------------------------------------------------

สัปดาห์ก่อน ในขณะที่ประชุมสภากำลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ*
..
หลายคนอาจจะกำลังดูละคร รายการและข่าวบันเทิงต่างๆ หรือไม่ก็อาจ
เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปๆมาๆในยามพักผ่อนช่วงหัวค่ำ.. เราเชื่อว่าพอคุณๆ
เปลี่ยนมาเจอช
่องถ่ายทอดสดรายการ(อภิปราย)ดังกล่าว คงมีบ้าง..ที่จะ
เปลี่ยนช่องผ่านไปทันที
ด้วยความเคยชิน ราวกับช่องนั้นไม่มีอะไรให้ดู

ในเวลาต่อมา รายงานข่าวประจำว
ันทางโทรทัศน์ พบการส่ง sms เข้ามา
จำนวนมากที่บอกว่าเบื่อการเม
ือง.. เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกัน?.. เมื่อไหร่
จะหยุดสร้างความวุ
่นวาย?.. รถติด.. เดือดร้อน.. น้ำมันแพง.. ข้าวแพง..
หุ้นตก.. แตกแยก.. ฯลฯ.. ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคีย์เวิร์ดจากใจที่สุด
จะน
่าเบื่อมากของคนไทย..

ข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน ข่าวชาวบ้าน ความเดือดร้อนเนื่องมาจาก
ข้าวของขึ้นราคา อาชญากรรม ยาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นฯลฯ ที่มีมาอย่าง
ไม่
ขาดสาย ทำให้คนมักบอกว่า ..แบบนี้ไงถึงไม่สนใจการเมือง เพราะปกติก็
เครียดอยู่แล้ว สู้หันมาสนใจเรื่องอื่นจะดีกว่า ลงท้ายที่การหาดู AF, ค้นฟ้า
คว้าดาว, ข่าวดาราตบตีกัน, โหวตสุดยอดนักร้องในดวงใจ, เคล็ดลับหุ่นดี
เหมือนนางแบบ, ละครเรื่องใหม่คืนนี้, อิตาลีแพ้ลูกโทษ ฯลฯ



มันก็จริงอยู่..ที่
- คุณอาจไม่สนใจโฉมหน้าคณะร
ัฐมนตรี
- คุณอาจไม่สนใจคดีความของผู
้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- คุณอาจไม่สนใจข้อตกลงเขตการค
้าเสรี เศรษฐกิจ การลงทุน
- คุณอาจไม่สนใจการตั้งข้อส
ังเกตของผู้ชุมนุมประท้วงขับไล
่รัฐบาล


แต่เวลาที่..
- ไปทานข้าวกลางวันข้างออฟฟิศ แม่ค้าบอกขึ้นราคาไข่ดาวบาทนึง
- นั่งคิดเรื่องจะเอารถไปติดแก๊ส..
- วางแผนหลบรถติด เลี่ยงการเดินทางบนถนนบางสาย
- ควักแบงค์ขึ้นมาจ่ายค่ารถประจำทา
งแทนที่จะเป็นเศษเหรียญ
- โวยมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่ามาน
ิดเดียวทำไมคิดแพงจัง
- ไปซื้อของชำแท้ๆ(ทิษชู่ สบู่ กาแฟ)แต่หมดเงินไป 6ร้อยถึง1พันบาท
- ขนมร้านโปรดใส่เนยน้อยลง

และ..
- กลับบ้านมาหดหู่กับข่าวคนขโมยน
็อตเสาไฟฟ้าไปขาย,
- สก๊อยยึดพื้นที่ใต้ต้นขนุน แย่งอาชีพโสเภณีที่สนามหลวง
  เพื
่อหาเงินไปเสพยา..

คุณแค่ยักไหล่.. ควักเงินออกมาจ่ายแล้วใช้ชีวิตต่อไป โดยที่แทบไม่ทันจะ
ได้สังเกตเลยหรือเปล่าล่ะ? เจองี้ทีไรเช้าอีกวันก็ล
ืมไปแล้ว.. ไม่ได้สนใจ
ไม่ได้เดือดร้อน ไม่รู้สึกอะไรสักนิด มันเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวม๊ากมาก..?

จาก sms ที่เห็นส่งกันมา คุณๆไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันเลยนี่นา

-----------------------------------------------------------------------


ถ้าคิดว่าเรื่องกลุ่มข้างบน(ตัวหนังสือสีเขียว) เป็น"การเมือง"
ที่เป็นเรื่องของ"นักการเมือง"เท่านั้น แต่เรื่องกลุ่มล่าง(สีม่วง)
เป็น"การบ้าน" ที่เป็นเรื่องของชีวิตคุณเองล่ะก็..

ลองดูว่ามันเกี่ยวกันยังไง

การขึ้นราคาไข่ดาว อาจจะมีที่มาจากรัฐมนตรีพาณิชย์ที่ทำงานไม่เป็น
แต่กลับหลุดกระบวนการเลือกตั
้งเข้ามานั่งในตำแหน่งอย่างไม
่เหมาะสม
แล้วก็บริหารบ้านเมืองเหมือนเล
่นขายของ จนออกนโยบายแบบรู้เท่า
ไม่ถึงการณ์เป็นผลให้นำพาเศรษฐกิจชาติช
ิบหายก็ได้..เริ่มจากราคาไข่

การนำรถไปติดแก็ส
อาจมีที่มาจากนักการเมืองขี้ฉ้อ เอาสัมปทานรัฐ
ที่ขายน้ำมันของประเทศเราไปเข
้าตลาดหุ้น แล้วปล่อยให้ผู้ถือหุ้นอิง
ราคาต่างประเทศจนเราต้องซื้อน
้ำมันราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น จนใน
ที่สุด ปลายเหตุก็คือคุณเองต้องเอารถไปเ
ปลี่ยนระบบพลังงาน..ก็ได้

คุณหลบรถติด คุณด่าม็อบ..
คุณทราบหรือไม่ว่าด้วยเหตุ 2 เรื่องข้างบน
+กับการปิดหูปิดตาประชาชน ทำให้สื่อถูกแทรกแซงการเสนอข
่าวอย่าง
ไม่เป็นธรรม เพราะฝ่ายรัฐมีอำนาจเหนือกว่า จึงทำให้เกิดมีประชาชนผู้รู้
ทันต้องออกมาเรียกร้องความสนใจจา
กมวลชนกลุ่มอื่นๆ ว่าเฮ๊ย.. เงินใน
กระเป๋าคุณเองนะนั่น ถูกเขาเอาไป คุณยังมัวดูละครอยู่เลย แบบนี้หรือ
เปล่าที่ทำให้คุณเดือดร้อนเพราะร
ถติด แต่ทีเงินหายคุณไม่ยักกะรู้ตัวนะ

ควักแบงค์จ่ายค่ารถเมล์ก่อนที่จะไม่มีกระเป๋ารถมาเก
็บเถิด เพราะพวก
เขากำลังจะตกงาน จากการยกเลิกพกส.ในสัญญาเช
่ารถเมล์มูลค่าแสนๆ
ล้าน.. ที่ส่งสัญญาณว่าแพงเกินไปที่จะพ
ัฒนาชีวิตเรา(โกงกูอีกแล้ว) ใน
ขณะที่คุณจ่ายค่ารถเมล์ที่แพงขึ
้นๆ เงินจะไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง คุณเคย
รู้เรื่องพวกนี้หรือไม่?


ร้านโชห่วยคือวิถีชีวิตของคนในส
ังคมเรา ที่กำลังจะตายจากไปพร้อมๆกับ
เศรษฐกิจและอาชีพของคนในชาติ ทั้งๆที่พรบ.ค้าปลีกจะสามารถช
่วยให้
เราไม่ล่มจม แต่คุณกลับมองเพียงว่าห้างโลต
ัสขายของถูกทั้งๆที่เงินที่คุณ
จ่ายไป มันไม่ได้เวียนกลับมายังคนไทยด
้วยกันเลย.. คุณจับจ่ายที่โลตัส
เท่ากับคุณกำลังโอนเงินไปให้ต
่างชาติ.. และนักการเมืองของคุณก็มักจะ
ขัดขวางการออกพรบ.ดังกล่าว..  ทำไมคะ? ลองหาคำตอบดูสิ


การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของนักการเมืองนะ
แต่มันเป็นเรื่องของ"คุณ"ตะหาก



"การที่คุณๆไม่ยอมรับการเมืองเข
ามาในชีวิต
อาจเป็นเพราะคุณดันเอาการเมืองไปเปรียบกับงานอด
ิเรก
และเลือกที่จะไม่ชอบมัน.."


เช่นว่า
- ชั้นชอบดูเทนนิส ไม่ดูฟุตบอล
- ชอบแต่งรถ ชอบคอมพิวเตอร์
- ชอบเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล
- ชอบกินอาหารไทย ดูหนังฝรั่ง
- ชอบลิเวอร์พูล กับอาร์เซนอล
  ฯลฯ


คุณถึงได้ปฏิเสธการรับรู้เรื
่องการเมือง เพราะไปคิดว่าตัวเองไม่มีความถนัด
ในเรื่องนี้ ไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน ไม่เคยได้ติดตามก็เลยตามไม่ทัน หรือ
คิดไปว่า..คนที่อยากจะเล่นการเมืองเท่านั้นแหละที่จะสนใจกา
รเมือง

"ผิดค่ะ"

บางคนก็มองการเมืองคล้ายกับว่าม
ันเป็นเรื่องทางวิชาการไปเสียอย่างนั้น
เช่น ถ้าเราไม่ถนัดเลขก็เบนไปเรียนศ
ิลป์.. ไม่เก่งวิทย์ก็ไปภาษา หรือ
ไม่เอาศิลปะก็ไปเรียนบัญชี ฯลฯ ถ้าคุณใช้หลักการนี้ในการมองแล้วล่ะก็
คนที่รู้เรื่องการเมืองคงเห็นจะมีแต
่คนเรียนรัฐศาสตร์แล้วล่ะ

-_-!

ขอเรียนตามนี้นะคะ

"การเมืองไม่ใช่ออบเจคหรือออพชั่น ที่มาคอยให้คุณเลือกนะ"

คุณไม่มีสิทธิเลือกแม้แต่น้อยว
่าจะรับรู้หรือจะปฏิเสธมันค่ะ รู้ตัวเอาไว้ด้วย..

"เปรียบเทียบได้กับบิดามารดาบ
ังเกิดเกล้าของคุณนั่นแหละ
ที่ต่อให้คุณไม่ภูมิใจ ไม่ชอบพวกเขายังไง คุณก็ไม่มีทางที่จะ
ปฏิเสธชาติกำเน
ิดของคุณว่ามาจากพวกเขาได้"

..ยังไงยังงั้นเลย

การเมือง
..ไม่ใช่ศาสตร์
..ไม่ใช่วิชาการ
..ไม่ได้เป็นเพียงการออกไปใช้ส
ิทธิ์เลือกตั้ง

แต่มันคือ"การเป็นอยู่"ของชีวิตเราค่ะ

การเมืองอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าน
ั้น ดังที่ยกตัวอย่างมา ก็คงจะ
เห็นได้ว่า อย่าแค่แต่จะเปิดประตูบ้านออกมาเ
จอถนนสาธารณะ
หรือถังขยะกทม.ก็เกี่ยวกับการเม
ืองแล้วเลย ..จะแค่น้ำประปา
ไฟฟ้าในบ้านเรา หรืออากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้น จะมีคุณภาพ
การบริการที่ดี ราคาไม่แพงจนเกินไป จะสะอาดบริสุทธิ์หรือเป็น
มลพิษ..ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข
้องกับการเมืองทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่บอกได้ชัดที่สุด ก็ต้องพูดถึงเงินในกระเป
๋าของเรานี่แหละ

ถ้าการเมืองบ้านเราดี.. เงินในกระเป๋าก็จะมีค่ามากกว่าน
ี้

และอาจจะมีเยอะกว่านี้ด้วย....


.....

"คนที่สนใจการเมืองทุกวันนี้ ไม่ได้คลั่งไคล้ หลงไหล ชื่นชอบ
หรือมีความสุขกับการติดตามความเค
ลื่อนไหวของมันหรอก"

เหมือนการที่คุณไปโรงเรียนหร
ือไปตอกบัตรทำงานทุกวันๆ ถึง
แม้ว่าคุณจะเคยชินและไม่ได้เก
ียจคร้านที่จะไป แต่นั่นเป็นเพราะ
คุณๆเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่..ท
ี่คุณเองก็ทำเพราะมันคือจุดหมาย
หนึ่งในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องทำ

ไม่เข้าเรียนก็เรียนไม่จบ.. ไม่ไปก็ไม่ได้พบอาจารย์ ไม่ได้ทำการ
แสวงหาความรู้ ไม่ไปเรียนแล้วจะไปไหน? จะเอาชีวิตไปทำอะไร
คุณมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะต
้องสำเร็จการศึกษา.. ฉะนั้นคุณก็แค่
ไปเรียน แต่วันที่ไม่มีเรียนคุณได้หย
ุดอยู่บ้าน มันก็สบายกว่าต้อง
ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วเดินทางออกไปเ
รียนใช่รึเปล่า?

เช่นเดียวกับการทำงาน.. ต่อให้ทำงานแล้วมีความสุข แต่คุณก็ทำ
ทุกวันโดยไม่หยุดพักไม่ได้ มันต่างจากความคลั่งไคล้ แต่เป็นเพียง
การปรับตัวและแสวงหาจุดที่ค
ุณโอเคว่าจะทำมันต่อไปได้ เพื่อที่จะ
มีชีวิตอยู่รอดต่อไปในอนาคต

......

ส่วนคนที่ติดตามการเมือง เขาก็มีหน้าที่การงานที่จะต
้องทำเหมือน
คุณ เขามีอาชีพของเค้า(ที่ไม่เกี
่ยวกับการเมือง) โดยที่บางคนก็ยัง
ต้องไปเรียนอยู่ เขาเหนื่อยเหมือนๆกับพวกคุณนั
่นแหละค่ะ ไม่ใช่
ไม่เหนื่อย.. ไม่ใช่ว่าเขามีจุดมุ่งหมายของการ
เป็นนักการเมือง และ
ไม่ใช่ว่าเขาเกี่ยวข้องหร
ือทำงานกับสถาบันทางการเมืองใดๆ หรือ
ได้รับผลประโยชน์อะไรใดๆก
ับการเมืองด้วย


คำถาม..?

ในเมื่อทุกคนก็มีหน้าที่และบทบาท
ของตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวข้อง
กับการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วทำไมคนในสังคมเราถึงได้มี 2กลุ่ม
คือคนที่สนใจการเมือง กับคนที่ไม่สนใจการเมืองล่ะ?


คำตอบง่ายๆก็คือ

"การงานและการเรียน..มันเป็นเรื
่องส่วนตัวของคุณเอง
ที่คุณเท่านั้นจะต้องรับผิดชอบมัน..

คุณถึงได้แคร์มัน คล้ายกับการบ้านที่อาจารย์ได้มอบหมาย
ให้ทุกคนต้องทำมาส
่งแบบของใครของมัน
นั่นคือสิ่งที่ตัวคุณเองกำลังปฏิบัติกันอยู่ท
ุกวันนี้

กล่าวคือ ถ้าไม่ทำ.. ผลกระทบก็จะตกอยู่กับคุณคนเดียว
เช่น ตกงาน ไม่มีเงินเดือนใช้ เรียนไม่จบ.. ไม่มีใครช่วยคุณได้
และ(ด้วยหลักการ)ไม่มีใครเด
ือดร้อนกับคุณ"


"ส่วนเรื่องการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องของส่วนรวม..
ที่ท
ุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

เปรียบกับงานที่อาจารย์มอบหมายให
้ทำเป็นกลุ่มนั่นเอง..

ที่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มแล้วกลับไม
่ช่วยทำอะไรเลย
ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไป..

เวลาส่งงานอาจารย์ ถ้างานออกมาดีคะแนนคุณก็ดีไป
(ทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยงานและรอดพ
้นจากการโดนรุมตื้บของเพื
่อนอะนะ)
แต่ถ้าคะแนนออกมาไม่ผ่าน คุณก็สอบตกและเดือดร้อนไปด้วย"

และถ้าตราบใดที่ความเดือดร้อนม
ันยังมาไม่ถึงตัวคุณ คุณจะไม่สนใจ
มันก็ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว จิตสำนึกในเรื่องทางสังคมของคน
ในประเทศเราไม่ได้รับการปลูกฝ
ังจากคนรุ่นก่อนๆ.. จึงทำให้คุณไม่
สามารถที่จะคิดเรื่องนี้ออกได
้อย่างง่ายๆ ก็เข้าใจค่ะ

ถ้าพวกเพื่อนๆ ไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้คุณแบ
่งงานไปทำบ้าง หรือ
เรียกแล้วแต่คุณไม่ทำก็ยังได
้เลยค่ะ ตราบใดที่คุณยังไม่ได้เดือดร้อน
อะไร.. แต่คุณไม่ทราบหรอกว่า

"วันนึง..ถ้าคนที่ทำอยู่หมดแรงลง
ไอ้ความเดือดร้อนนี้ ก็จะมาถึงคุณอย่างแน่นอน
"

ฉะนั้น เมื่อทำงานเดี่ยวเสร็จแล้ว หาเวลามาทำงานกลุ่มด้วยค่ะ

...
อาจจะพูดได้นะว่า

คนที่สนใจการเมืองคือคนที่มีจ
ิตสำนึก และเข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคม
เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว.. กล่าวคือ "เรื่องที่อยู่รอบๆตัวเขาก็เห็น" ไม่ได้จะ
เห็นแต่เรื่องของตัวเองเพียงอย
่างเดียวนั่นแหละค่ะ ฟังดูเป็นคนดีมากเลย
นะคะ ถ้าอยากเป็นคนดี.. ทำคุณประโยชน์ให้สัตว์โลก ทำบุญกุศลให้เพื่อน
ร่วมชาติ จารึกความดีไว้ให้ลูกหลาน ก็จงหันมาช่วยสังคมด้วยการติดตาม
ข่าวสารการเมืองและเงินในกระเป
๋าของตัวเองกันดีกว่าค่ะ มาช่วยกันเป็นหู
เป็นตาจับตาดูคนเลวโกงชาติ
ยิ่งมีคนเห็นเยอะ เขาก็ยิ่งมีโอกาสได้รับโทษ
ได้มาก ไม่หลุดลอยนวลไปง่ายๆเหมือนที
่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรอกค่ะ

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว.. คงจะพูดได้เต็มปากเลยว่า

"คนที่ไม
่สนการเมืองนั้น เลวมากค่ะ..
เอาเปรียบคนอื่น ไร้จิตสำนึก เห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอายแก่ใจ"

ความผิดหนักหนาสาหัสพอๆก
ับคนโกงกินชาติเชียวนะคะ เวลาที่มีคนบ่น
ว่าเราไม่สามัคคีกันนั้น.. อยากบอกค่ะว่า

"คนที่ทำให้ส
ังคมแตกแยก ไม่ใช่คนที่ออกมาประท้วง
หรือคนที่โกงบ้านเมืองหรอก แต่ผู้ร้ายตัวจริง
คือคนที่ไม่ยอมร่วมรับผิดชอบ
ในงา
นกลุ่มที่ทุกคนต้องช่วยกันทำต่างหาก"

ที่คุณบ่นว่าบ้านเมืองวุ่นวาย โดยที่คุณไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมมันถึงวุ่นวาย..
ก็ขอให้ทราบเอาไว้นะคะ ว่าเป็นเพราะคุณไม่ยอมรับรู้ส
ักทีนั่นแหละ
แถมยังออกมาบอกอีกนะว่าไม่เห
็นจะรู้เรื่องอะไร.. ก็ถ้าคุณไม่รู้ ทำไมไม่
หาคำตอบเล่า หรือถ้าคิดว่าไม่สนคำตอบก็อย่าออกมาบ่นเลยว่าเด
ือดร้อน

เวลาคุณมีปัญหาก็อย่าเพียรโทษคนอ
ื่น ถ้าไม่อยากเห็นความวุ่นวาย
ก็หันมาจัดการในส่วนของคุณเองเส
ียให้เรียบร้อยสิคะ เดินเข้าหามัน
มาดูและมาทำความเข้าใจเสียบ
้างแทนที่จะบ่น(อยู่ได้)ว่า

"ไม่รู้ว่ะ..มันจะอะไรกันนักก
ันหนา"


เลือกเอาค่ะถ้าคิดว่าตัวเองไม่
(อยาก)รู้ ก็อย่าได้ริแสดงความเห็น
อย่าปริปากบ่น..แต่ถ้าอยากบ่น

"หากไม่อยากเดือดร้อน ก็หัดเอาภาระของตัวเอง
ที่เคยโยนให้คนอื
่นแบกไว้..กลับบ้านไปจัดการเสียบ้าง"

เก็ต?

-----------------------------------------------------

 
ติดตามตอนต่อไปของการเมืองภาคประชาชน
(และการเมืองภาคเยาวชน)ได
้ที่บล็อกนี้..

ถ้าอยากติดตามเรื่องการเม
ืองแบบเข้าใจง่ายๆ
(เขียนสไตล์บล็อกนี้
+พร้อมทั้งอ
้างอิงแหล่งข้อมูลที่ดีไว้ให้คุณ..
เพื่อใช้ในการติดตามมันต
่อได้อย่างจริงจังขึ้น)

คุณไม่จำเป็นต้องตามทุกเรื่อง แต่ตามเพียงเรื่องที่คุณ
พอจะใช้หลักคิดของตัวเองได้ แค่นี้ก็เป็นการแบ่งเบา
หัวข้อการบ้าน[การเมือง]ไปช
่วยกันทำได้แล้วล่ะค่ะ

รวมถึง..อยากทราบเรื่องอะไร ฝากมาได้ในคอมเมนท์..
เราหวังว่าคำตอบง่ายๆจากเราจะทำใ
ห้คุณเข้าใจมันมากขึ้น

ขอบพระคุณในจิตสำนึกที่กำล
ังจะเกิด
เราไม่ได้กล่าวหา หรือต่อว่าใคร..
เราเข้าใจว่าทำไมสังคมเป็นแบบนี
้..
ดังนั้นอย่าโกรธเรา หันมาช่วยกันทำให้สังคมนี้ดีขึ
้นดีกว่าค่ะ
เราจะนำคุณไปเอง
(เพราะรออยู่นานแล้ว แต่ไม่มีใครนำเลยอะค่ะ..เฮ้อออ)


ดอกจัน
(*)
อภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกร
ัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ครั้งที่๖ (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เอ้อ แบบว่า..
ผมจะตอบอะไรได้มากกว่า Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! ล่ะเนี่ย

#1 By house on 2008-07-03 16:44

อะน่า..
เวลาท้อง อย่าคิดมากนะคะ
เด๊วน้อง หน้ายุ่งค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ
ไม่ทราบว่ากี่เดือนแล้วเอ่ย...big smile

อีกอย่าง ก็ ดีใจด้วยค่ะ

#2 By MomMom on 2008-07-03 17:11

ถ้าเราอยู่ในเมือง ทำไมเราจะไม่เกี่ยวกับการเมืองได้...
คนที่บอก ไม่สนการเมือง วันๆไม่ทำอะไรอยู่ไปวันๆ แล้วพอถึงตัวก่อนค่อยเดือดร้อน ผมว่าอันตรายยิ่งกว่าอีกนะHot! Hot!



SiLLY OLD WaeW View my profile
Recommend

* ถ้า'การบ้าน'คือหน้าที่คุณ แล้ว'การเมือง'ล่ะ?หน้าที่ใคร
* โมโหหิว
* Come Together : มาเถิด พี่น้อง..เสรีชน
* คืนก่อน
* Tag 100 ระบาดหนัก
* เข้ายุคทองแล้ว แต่เจ๊ก็ไม่เข็ด
* ไม่อยากให้เสนอข่าวปาหินเลยค่ะ
* แนะนำหนังสือ"ทำมือ"..เท่ๆ
* วางจอบ แขวนพลั่ว.. โผล่หัวไปแฟชั่นวีค
* ครั้งสุดท้ายที่ฉันเข้าโรงแรมม่านรูด
* ครั้งแรกที่ฉันเข้าโรงแรมม่านรูด
* อยากอยู่กับใครนานๆ ก็จงคบแบบเพื่อน
* ความหมายของเพลงสรรเสริญพระบารมี+คอร์ด
* Stranger Than Fiction ดีใจ(มาก)ที่ได้ดู
* Tag Doraemon
* หาเรื่องโฆษณา
* ฝันสลายกับกรินเฮาส์โปรเจกต์..
* โอกาสรอดจากซอมบี้ มีเท่าไหร่?
* คอนเสิร์ตฟรีกะหมา
* ขอประทานโทษ ดิฉันไม่อยากดูละคร
* บารมีและความรักประชาชนของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
* เรื่องในวันวาน (มีใครรู้เรื่องพวกนี้บ้างภาค 2)
* มีใครรู้เรื่องพวกนี้บ้าง?
* เรามักมีโชค ในยามที่มีเคราะห์เสมอ
* ทำไมฉันถึงชอบซอมบี้?
* เมื่อคืนอีชั้น...ฝันเห็นผี
* สารกันบูด..กินบ่อยกว่าข้าว
* อยากสู้กับผี..มันต้องอย่างนี้
* กรี๊ดดๆๆ.. จะได้ดูหนังเรื่องนี้(...)แล้วว
* กล่อมเด็ก
* ณ ที่แห่งหนึ่งเหนือสายรุ้ง
* ยิงสเปิร์มแล้วไปตายซะ
* เด็ก(โข่ง)กับเครื่องบินทหาร
* สามัคคีคืออะไร
* 80 ปี สดุดี หมีงี่เง่า
* ปรัชญาลูกเทนนิส

Archives

* Jul 2008
* Jun 2008
* more

Links

* คุยกับจข.บล็อก
* แผ่นดินที่รัก
* เอนทรีตั้งใจเขียน
* แง่มุมความคิด(เห็น)
* เก็บเรื่องราวมาฝาก
* ร้องบอก[โทรโข่งส่วนตัว]
* หนัง-เพลง(และอื่นๆ)ที่ชอบ
* บุคลิกจข.บล็อก
* Chalita's Blog
* connectwaew's Blog
* lucy & tumnus's Blog

Latest Comments

* ถ้า'การบ้าน'คือหน้าที่คุณ แล้ว'การเมือง'ล่ะ?หน้าที่ใคร
* โมโหหิว
* หน้าแรก "แผ่นดินที่รัก"
* เมื่อคนท้อง..ขึ้นรถเมล์
* มุกทำกำไรกินขาดของโรงหนัง

ถ้า'การบ้าน'คือหน้าที่คุณ แล้ว'การเมือง'ล่ะ?หน้าที่ใคร
posted on 02 Jul 2008 23:10 by chalita in pan-din-t-rak

[เงื่อนไข] บทความนี้ต้องการให้คุณทำความเข้าใจและยอมรับ...

* ข้อตกลงในการอ่าน
* นโยบายความเป็นกลาง

-----------------------------------------------------------------------

สัปดาห์ก่อน ในขณะที่ประชุมสภากำลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ*..
หลายคนอาจจะกำลังดูละคร รายการและข่าวบันเทิงต่างๆ หรือไม่ก็อาจ
เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปๆมาๆในยามพักผ่อนช่วงหัวค่ำ.. เราเชื่อว่าพอคุณๆ
เปลี่ยนมาเจอช่องถ่ายทอดสดรายการ(อภิปราย)ดังกล่าว คงมีบ้าง..ที่จะ
เปลี่ยนช่องผ่านไปทันทีด้วยความเคยชิน ราวกับช่องนั้นไม่มีอะไรให้ดู

ในเวลาต่อมา รายงานข่าวประจำวันทางโทรทัศน์ พบการส่ง sms เข้ามา
จำนวนมากที่บอกว่าเบื่อการเมือง.. เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกัน?.. เมื่อไหร่
จะหยุดสร้างความวุ่นวาย?.. รถติด.. เดือดร้อน.. น้ำมันแพง.. ข้าวแพง..
หุ้นตก.. แตกแยก.. ฯลฯ.. ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคีย์เวิร์ดจากใจที่สุด
จะน่าเบื่อมากของคนไทย..

ข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน ข่าวชาวบ้าน ความเดือดร้อนเนื่องมาจาก
ข้าวของขึ้นราคา อาชญากรรม ยาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นฯลฯ ที่มีมาไม่อย่าง
ขาดสาย ทำให้คนมักบอกว่า ..แบบนี้ไงถึงไม่สนใจการเมือง เพราะปกติก็
เครียดอยู่แล้ว สู้หันมาสนใจเรื่องอื่นจะดีกว่า ลงท้ายที่การหาดู AF, ค้นฟ้า
คว้าดาว, ข่าวดาราตบตีกัน, โหวตสุดยอดนักร้องในดวงใจ, เคล็ดลับหุ่นดี
เหมือนนางแบบ, ละครเรื่องใหม่คืนนี้, อิตาลีแพ้ลูกโทษ ฯลฯ


มันก็จริงอยู่..ที่
- คุณอาจไม่สนใจโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี
- คุณอาจไม่สนใจคดีความของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- คุณอาจไม่สนใจข้อตกลงเขตการค้าเสรี เศรษฐกิจ การลงทุน
- คุณอาจไม่สนใจการตั้งข้อสังเกตของผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล


แต่เวลาที่..
- ไปทานข้าวกลางวันข้างออฟฟิศ แม่ค้าบอกขึ้นราคาไข่ดาวบาทนึง
- นั่งคิดเรื่องจะเอารถไปติดแก๊ส..
- วางแผนหลบรถติด เลี่ยงการเดินทางบนถนนบางสาย
- ควักแบงค์ขึ้นมาจ่ายค่ารถประจำทางแทนที่จะเป็นเศษเหรียญ
- โวยมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่ามานิดเดียวทำไมคิดแพงจัง
- ไปซื้อของชำแท้ๆ(ทิษชู่ สบู่ กาแฟ)แต่หมดเงินไป 6ร้อยถึง1พันบาท
- ขนมร้านโปรดใส่เนยน้อยลง

และ..
- กลับบ้านมาหดหู่กับข่าวคนขโมยน็อตเสาไฟฟ้าไปขาย,
- สก๊อยยึดพื้นที่ใต้ต้นขนุน แย่งอาชีพโสเภณีที่สนามหลวง
เพื่อหาเงินไปเสพยา..

คุณแค่ยักไหล่.. ควักเงินออกมาจ่ายแล้วใช้ชีวิตต่อไป โดยที่แทบไม่ทันจะ
ได้สังเกตเลยหรือเปล่าล่ะ? เจองี้ทีไรเช้าอีกวันก็ลืมไปแล้ว.. ไม่ได้สนใจ
ไม่ได้เดือดร้อน ไม่รู้สึกอะไรสักนิด มันเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวม๊ากมาก..?

จาก sms ที่เห็นส่งกันมา คุณๆไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันเลยนี่นา

-----------------------------------------------------------------------

ถ้าคิดว่าเรื่องกลุ่มข้างบน(ตัวหนังสือสีเขียว) เป็น"การเมือง"
ที่เป็นเรื่องของ"นักการเมือง"เท่านั้น แต่เรื่องกลุ่มล่าง(สีม่วง)
เป็น"การบ้าน" ที่เป็นเรื่องของชีวิตคุณเองล่ะก็..

ลองดูว่ามันเกี่ยวกันยังไง

การขึ้นราคาไข่ดาว อาจจะมีที่มาจากรัฐมนตรีพาณิชย์ที่ทำงานไม่เป็น
แต่กลับหลุดกระบวนการเลือกตั้งเข้ามานั่งในตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม
แล้วก็บริหารบ้านเมืองเหมือนเล่นขายของ จนออกนโยบายแบบรู้เท่า
ไม่ถึงการณ์เป็นผลให้นำพาเศรษฐกิจชาติชิบหายก็ได้..เริ่มจากราคาไข่

การนำรถไปติดแก็ส อาจมีที่มาจากนักการเมืองขี้ฉ้อ เอาสัมปทานรัฐ
ที่ขายน้ำมันของประเทศเราไปเข้าตลาดหุ้น แล้วปล่อยให้ผู้ถือหุ้นอิง
ราคาต่างประเทศจนเราต้องซื้อน้ำมันราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น จนใน
ที่สุด ปลายเหตุก็คือคุณเองต้องเอารถไปเปลี่ยนระบบพลังงาน..ก็ได้

คุณหลบรถติด คุณด่าม็อบ.. คุณทราบหรือไม่ว่าด้วยเหตุ 2 เรื่องข้างบน
+กับการปิดหูปิดตาประชาชน ทำให้สื่อถูกแทรกแซงการเสนอข่าวอย่าง
ไม่เป็นธรรม เพราะฝ่ายรัฐมีอำนาจเหนือกว่า จึงทำให้เกิดมีประชาชนผู้รู้
ทันต้องออกมาเรียกร้องความสนใจจากมวลชนกลุ่มอื่นๆ ว่าเฮ๊ย.. เงินใน
กระเป๋าคุณเองนะนั่น ถูกเขาเอาไป คุณยังมัวดูละครอยู่เลย แบบนี้หรือ
เปล่าที่ทำให้คุณเดือดร้อนเพราะรถติด แต่ทีเงินหายคุณไม่ยักกะรู้ตัวนะ

ควักแบงค์จ่ายค่ารถเมล์ก่อนที่จะไม่มีกระเป๋ารถมาเก็บเถิด เพราะพวก
เขากำลังจะตกงาน จากการยกเลิกพกส.ในสัญญาเช่ารถเมล์มูลค่าแสนๆ
ล้าน.. ที่ส่งสัญญาณว่าแพงเกินไปที่จะพัฒนาชีวิตเรา(โกงกูอีกแล้ว) ใน
ขณะที่คุณจ่ายค่ารถเมล์ที่แพงขึ้นๆ เงินจะไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง คุณเคย
รู้เรื่องพวกนี้หรือไม่?

ร้านโชห่วยคือวิถีชีวิตของคนในสังคมเรา ที่กำลังจะตายจากไปพร้อมๆกับ
เศรษฐกิจและอาชีพของคนในชาติ ทั้งๆที่พรบ.ค้าปลีกจะสามารถช่วยให้
เราไม่ล่มจม แต่คุณกลับมองเพียงว่าห้างโลตัสขายของถูกทั้งๆที่เงินที่คุณ
จ่ายไป มันไม่ได้เวียนกลับมายังคนไทยด้วยกันเลย.. คุณจับจ่ายที่โลตัส
เท่ากับคุณกำลังโอนเงินไปให้ต่างชาติ.. และนักการเมืองของคุณก็มักจะ
ขัดขวางการออกพรบ.ดังกล่าว.. ทำไมคะ? ลองหาคำตอบดูสิ


การเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของนักการเมืองนะ
แต่มันเป็นเรื่องของ"คุณ"ตะหาก


"การที่คุณๆไม่ยอมรับการเมืองเข้ามาในชีวิต
อาจเป็นเพราะคุณดันเอาการเมืองไปเปรียบกับงานอดิเรก
และเลือกที่จะไม่ชอบมัน.."

เช่นว่า
- ชั้นชอบดูเทนนิส ไม่ดูฟุตบอล
- ชอบแต่งรถ ชอบคอมพิวเตอร์
- ชอบเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล
- ชอบกินอาหารไทย ดูหนังฝรั่ง
- ชอบลิเวอร์พูล กับอาร์เซนอล
ฯลฯ

คุณถึงได้ปฏิเสธการรับรู้เรื่องการเมือง เพราะไปคิดว่าตัวเองไม่มีความถนัด
ในเรื่องนี้ ไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน ไม่เคยได้ติดตามก็เลยตามไม่ทัน หรือ
คิดไปว่า..คนที่อยากจะเล่นการเมืองเท่านั้นแหละที่จะสนใจการเมือง

"ผิดค่ะ"

บางคนก็มองการเมืองคล้ายกับว่ามันเป็นเรื่องทางวิชาการไปเสียอย่างนั้น
เช่น ถ้าเราไม่ถนัดเลขก็เบนไปเรียนศิลป์.. ไม่เก่งวิทย์ก็ไปภาษา หรือ
ไม่เอาศิลปะก็ไปเรียนบัญชี ฯลฯ ถ้าคุณใช้หลักการนี้ในการมองแล้วล่ะก็
คนที่รู้เรื่องการเมืองคงเห็นจะมีแต่คนเรียนรัฐศาสตร์แล้วล่ะ

-_-!

ขอเรียนตามนี้นะคะ

"การเมืองไม่ใช่ออบเจคหรือออพชั่น ที่มาคอยให้คุณเลือกนะ"

คุณไม่มีสิทธิเลือกแม้แต่น้อยว่าจะรับรู้หรือจะปฏิเสธมันค่ะ รู้ตัวเอาไว้ด้วย..

"เปรียบเทียบได้กับบิดามารดาบังเกิดเกล้าของคุณนั่นแหละ
ที่ต่อให้คุณไม่ภูมิใจ ไม่ชอบพวกเขายังไง คุณก็ไม่มีทางที่จะ
ปฏิเสธชาติกำเนิดของคุณว่ามาจากพวกเขาได้"

..ยังไงยังงั้นเลย

การเมือง
..ไม่ใช่ศาสตร์
..ไม่ใช่วิชาการ
..ไม่ได้เป็นเพียงการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

แต่มันคือ"การเป็นอยู่"ของชีวิตเราค่ะ

การเมืองอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่านั้น ดังที่ยกตัวอย่างมา ก็คงจะ
เห็นได้ว่า อย่าแค่แต่จะเปิดประตูบ้านออกมาเจอถนนสาธารณะ
หรือถังขยะกทม.ก็เกี่ยวกับการเมืองแล้วเลย ..จะแค่น้ำประปา
ไฟฟ้าในบ้านเรา หรืออากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้น จะมีคุณภาพ
การบริการที่ดี ราคาไม่แพงจนเกินไป จะสะอาดบริสุทธิ์หรือเป็น
มลพิษ..ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่บอกได้ชัดที่สุด ก็ต้องพูดถึงเงินในกระเป๋าของเรานี่แหละ

ถ้าการเมืองบ้านเราดี.. เงินในกระเป๋าก็จะมีค่ามากกว่านี้
และอาจจะมีเยอะกว่านี้ด้วย....


.....

"คนที่สนใจการเมืองทุกวันนี้ ไม่ได้คลั่งไคล้ หลงไหล ชื่นชอบ
หรือมีความสุขกับการติดตามความเคลื่อนไหวของมันหรอก"

เหมือนการที่คุณไปโรงเรียนหรือไปตอกบัตรทำงานทุกวันๆ ถึง
แม้ว่าคุณจะเคยชินและไม่ได้เกียจคร้านที่จะไป แต่นั่นเป็นเพราะ
คุณๆเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่..ที่คุณเองก็ทำเพราะมันคือจุดหมาย
หนึ่งในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องทำ

ไม่เข้าเรียนก็เรียนไม่จบ.. ไม่ไปก็ไม่ได้พบอาจารย์ ไม่ได้ทำการ
แสวงหาความรู้ ไม่ไปเรียนแล้วจะไปไหน? จะเอาชีวิตไปทำอะไร
คุณมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะต้องสำเร็จการศึกษา.. ฉะนั้นคุณก็แค่
ไปเรียน แต่วันที่ไม่มีเรียนคุณได้หยุดอยู่บ้าน มันก็สบายกว่าต้อง
ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วเดินทางออกไปเรียนใช่รึเปล่า?

เช่นเดียวกับการทำงาน.. ต่อให้ทำงานแล้วมีความสุข แต่คุณก็ทำ
ทุกวันโดยไม่หยุดพักไม่ได้ มันต่างจากความคลั่งไคล้ แต่เป็นเพียง
การปรับตัวและแสวงหาจุดที่คุณโอเคว่าจะทำมันต่อไปได้ เพื่อที่จะ
มีชีวิตอยู่รอดต่อไปในอนาคต

......

ส่วนคนที่ติดตามการเมือง เขาก็มีหน้าที่การงานที่จะต้องทำเหมือน
คุณ เขามีอาชีพของเค้า(ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง) โดยที่บางคนก็ยัง
ต้องไปเรียนอยู่ เขาเหนื่อยเหมือนๆกับพวกคุณนั่นแหละค่ะ ไม่ใช่
ไม่เหนื่อย.. ไม่ใช่ว่าเขามีจุดมุ่งหมายของการเป็นนักการเมือง และ
ไม่ใช่ว่าเขาเกี่ยวข้องหรือทำงานกับสถาบันทางการเมืองใดๆ หรือ
ได้รับผลประโยชน์อะไรใดๆกับการเมืองด้วย


คำถาม..?

ในเมื่อทุกคนก็มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวข้อง
กับการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วทำไมคนในสังคมเราถึงได้มี 2กลุ่ม
คือคนที่สนใจการเมือง กับคนที่ไม่สนใจการเมืองล่ะ?


คำตอบง่ายๆก็คือ

"การงานและการเรียน..มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง
ที่คุณเท่านั้นจะต้องรับผิดชอบมัน..

คุณถึงได้แคร์มัน คล้ายกับการบ้านที่อาจารย์ได้มอบหมาย
ให้ทุกคนต้องทำมาส่งแบบของใครของมัน
นั่นคือสิ่งที่ตัวคุณเองกำลังปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้

กล่าวคือ ถ้าไม่ทำ.. ผลกระทบก็จะตกอยู่กับคุณคนเดียว
เช่น ตกงาน ไม่มีเงินเดือนใช้ เรียนไม่จบ.. ไม่มีใครช่วยคุณได้
และ(ด้วยหลักการ)ไม่มีใครเดือดร้อนกับคุณ"


"ส่วนเรื่องการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องของส่วนรวม..
ที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

เปรียบกับงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำเป็นกลุ่มนั่นเอง..

ที่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มแล้วกลับไม่ช่วยทำอะไรเลย
ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบไป..

เวลาส่งงานอาจารย์ ถ้างานออกมาดีคะแนนคุณก็ดีไป
(ทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยงานและรอดพ้นจากการโดนรุมตื้บของเพื่อนอะนะ)
แต่ถ้าคะแนนออกมาไม่ผ่าน คุณก็สอบตกและเดือดร้อนไปด้วย"

และถ้าตราบใดที่ความเดือดร้อนมันยังมาไม่ถึงตัวคุณ คุณจะไม่สนใจ
มันก็ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว จิตสำนึกในเรื่องทางสังคมของคน
ในประเทศเราไม่ได้รับการปลูกฝังจากคนรุ่นก่อนๆ.. จึงทำให้คุณไม่
สามารถที่จะคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างง่ายๆ ก็เข้าใจค่ะ

ถ้าพวกเพื่อนๆ ไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้คุณแบ่งงานไปทำบ้าง หรือ
เรียกแล้วแต่คุณไม่ทำก็ยังได้เลยค่ะ ตราบใดที่คุณยังไม่ได้เดือดร้อน
อะไร.. แต่คุณไม่ทราบหรอกว่า

"วันนึง..ถ้าคนที่ทำอยู่หมดแรงลง
ไอ้ความเดือดร้อนนี้ ก็จะมาถึงคุณอย่างแน่นอน"

ฉะนั้น เมื่อทำงานเดี่ยวเสร็จแล้ว หาเวลามาทำงานกลุ่มด้วยค่ะ

...
อาจจะพูดได้นะว่า

คนที่สนใจการเมืองคือคนที่มีจิตสำนึก และเข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคม
เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว.. กล่าวคือ "เรื่องที่อยู่รอบๆตัวเขาก็เห็น" ไม่ได้จะ
เห็นแต่เรื่องของตัวเองเพียงอย่างเดียวนั่นแหละค่ะ ฟังดูเป็นคนดีมากเลย
นะคะ ถ้าอยากเป็นคนดี.. ทำคุณประโยชน์ให้สัตว์โลก ทำบุญกุศลให้เพื่อน
ร่วมชาติ จารึกความดีไว้ให้ลูกหลาน ก็จงหันมาช่วยสังคมด้วยการติดตาม
ข่าวสารการเมืองและเงินในกระเป๋าของตัวเองกันดีกว่าค่ะ มาช่วยกันเป็นหู
เป็นตาจับตาดูคนเลวโกงชาติ ยิ่งมีคนเห็นเยอะ เขาก็ยิ่งมีโอกาสได้รับโทษ
ได้มาก ไม่หลุดลอยนวลไปง่ายๆเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรอกค่ะ

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว.. คงจะพูดได้เต็มปากเลยว่า

"คนที่ไม่สนการเมืองนั้น เลวมากค่ะ..
เอาเปรียบคนอื่น ไร้จิตสำนึก เห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอายแก่ใจ"


ชอบไอ้ตรงนี้แหละครับ

ุถ้าเทียบง่ายๆผมว่าเหมือนกับเรือครับ คนที่ไม่สนใจผมว่าเหมือนสัมภาระบนเรือ ไม่มีประโยชน์เลยที่จะเก็บไว้ ไม่ทำให้คนเดือดร้อนก็จริง แต่เหมือนทำให้เรือหนักเปล่าๆ พอเรือใกล้ล่มก็ค่อยเอาทิ้งให้หมด ก็เท่านั้น
เอ่อ ช่วยลบคอมเมนต์บนทีครับ ผม paste ผิดพลาด = ='' Hot! Hot!

เอาเป็นว่า ผมเห็นด้วยว่าคนที่ไม่สนการเมืองน่ารำคาญยิ่งกว่าพวกที่มาประท้วงอีกครับ
Hot! double wink
เยี่ยมไปเลย แต่ยาวไปหน่อยคะ

#5 By be-gift on 2008-07-03 18:38

อ่า...อีกเรื่องคะ การประท้วงเป็นสิทธิที่เราจะทำได้นะคะ ในรัฐธรรมนูญยังอนุญาตเลย
...ถ้าไม่เกิดการประท้วง
จะมีการพูดเรื่องการเมืองเยอะขนาดนี้หรอคะ

...จริงๆกีฟท์เป็นคนหนึ่งที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองเลยคะ
จนกระทั่ง....เกิดการประท้วงนี่เองคะ
ที่อเมริกาเค้าประท้วงกัน4-5เดือน....ของเรายังไม่เท่าไหร่คะ
แต่การประท้วงนี่เป็นแนวโน้มที่ดีนะคะ แปลว่าประชาชนไม่ได้เลือกตั้งแล้วปล่อยให้ผ่านเลยไป แต่เริ่มสนใจการเมืองว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่แล้วcry cry

#6 By be-gift on 2008-07-03 18:44

เราเองก็สนใจการเมืองนะคะแบบว่าได้อิทธิพลมาจากพ่อ ซึ่งเราสนใจตั้งแต่อายุ 11 ตอนนี้ 17
มันเป็นเรื่องจริงค่ะ ที่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน
ก็ในเมื่อเราเลือกเข้ามาแล้ว เราจะปล่อยให้คนที่เราเลือกมามานั่งหลับ มาโกงกินอย่างนั้นหรือ
เราเองก็เคยพูดเรื่องนี้กับญาติพี่น้องเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครใส่ใจเท่าไหร่ มีแต่บอกว่ามันน่าเบื่อ ไม่เกี่ยวกับเราหรอก แต่ใครว่าไม่เกี่ยวล่ะ มันเกี่ยวเต็มๆเลยล่ะ คำว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยมันคือการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วทำไมถึงไม่ใส่ใจการเมืองกัน
เศรษฐกิจมันล้ม ส่วนหนึ่งเพราะอะไร...ถ้าไม่ใช่การเมือง
อย่ามัวแต่นั่งบอกว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของ *ตื๊ด* (เซ็นเซอร์)
เห็นด้วยกับเอ็นทรี่นี้สุดๆเลยค่า
เอาไปเลยดราก้อนบอล Hot!

#7 By [AbaddonEidos as] Zaizen Hikaru on 2008-07-03 19:21

ดีใจด้วยครับbig smile

#8 By Best on 2008-07-03 19:25

ถึงไม่อยากสนใจก็ต้องสนใจเพราะมันเกี่ยวกับเราจริงๆ
ภาษีของเราถูกเอาไปทำอะไรขัดอกขัดใจเรื่อยๆ

#9 By wesong on 2008-07-03 20:10

คุณกรรมกรไซเบอร์..big smile

เราไม่ลบให้หรอกค่ะ ฮ่าๆๆๆconfused smile
การไม่แสดงบทบาททางการเมือง ,, ไม่อาจสรุปได้ว่า เขาไม่สนใจการเมือง ,,
เพราะการไม่แสดงออก ก็ถือเป็นการแสดงบทบาทอย่างหนึ่งได้ ,,
,,
งานกลุ่มที่มีเป้าหมายร่วมกัน บนพื้นฐานความคิดของสมาชิกที่แตกต่างกัน ,,
มีวิธีไหน ที่จะทำให้รายงานเล่มนั้นสำเร็จ ? ,,
,,


Hot!

#11 By indy : ·.¸¸·´¯`·.¸¸.ஐ on 2008-07-03 20:49

Hot! เอาไปเลยครับ ที่ว่า การเมืองเป็นเรื่องและหน้าที่ของทุกคนในประเทศ

#12 By บอมเบย์ on 2008-07-03 21:06

ขอบคุณครับHot!

การเปรียบเทียบว่าคนส่วนใหญ่เห็นการเมืองเป็นงานอดิเรก

และการเปรียบเทียบการเมืองว่าเป็นงานกลุ่มสามารถพูดได้เห็นภาพ

จะเก็บไว้อธิบายพวกที่คิดว่ามันเป็นงานอดิเรกconfused smile

#13 By Kung on 2008-07-03 21:23

สมมตินะครับสมมติ

สมมติว่าผมรู้ว่าเรื่องการเมืองนี่ อะไรมันเป็นอะไรแล้ว

ผมจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือครับ

อำนาจที่ผมมีอยู่ ก็แค่ปากกาไว้กากบาท ผมเลือกไปก็ใช่ว่าคนที่ผมทำการบ้านมานานหนักหนาว่าเขาดีนั่นเขาจะได้

ลงชื่อถอดถอน เข้าม็อบเป็นบ้าเป็นหลัง สุดท้าย เพราะสนใจการเมืองใช่มั้ยล่ะ ถึงได้รู้ว่า ตัวเองโดนใช้เป็นเครื่องมือของคนไม่กี่กลุ่ม

พวกหน้าด้านหน้าทนที่คุณก็รู้ว่าใคร ยังคงโกงกิน ยังคงงี่เง่ากันต่อไป แม้แต่ไปอภิปรายยังพูดไม่รู้เรื่อง

ก็สนใจอยู่แหละครับ แต่ไม่รู้สึกว่าแค่ "สนใจ" ติดตามข่าว วิเคราะห์โน่นนี่อยู่บนโต๊ะกินข้าวจะทำอะไรได้

#14 By Bluewhale on 2008-07-03 22:39

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
โดนใจ นี่แหละคือสิ่งที่เราคิดไว้ และอยากจะเขียนลงบล็อกมานานแสนนาน

แต่วันนี้เหมือนรู้สึกว่าไฟของเราเองกำลังมอดไป
แต่เจอเจ๊แววใส่ฟืนเข้าไปมันพลึบเลยคับพี่น้อง +o+
แหม.. คุณ Bluewhale
อ่านคอมเม้นท์คุณแล้วเหนื่อย แทบหมดแรงเลย

สิ่งที่ถามมาล้วนแล้วแต่เป็นวงเวียนของการน%
การเมืองถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องของทุกคน ทั้งที่ผลประโยชน์อันเป็นของคนทั้งประเทศกลับตกอยู่ที่คนบางคนเท่า่นั้น

ไม่ว่าเราจะสนใจการเมืองหรือไม่สนใจก็แล้วแต่ หน้าที่ที่พวกเราทำได้ก็คือการเลือกผู้นำเท่านั้น

และเท่าที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้นำคนใดเลยที่คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

มันก็เป็นซะอย่างนี้แหละครับ

#18 By 609 on 2008-07-04 05:17

- ทุกเรื่อง สามารถหาวิธีการมีส่วนร่วมได้หลายรูปแบบ surprised smile

#19 By Chubby Chocobo on 2008-07-04 08:13

"วงเวียนของการน%"

แปลว่าอะไรครับ

#20 By Bluewhale on 2008-07-04 09:21

เห็นด้วย แต่รู้สึกว่าการก่อม็อบไม่ใช่งานกลุ่มของผมแน่นอน

ประเด็นมันคือคนที่เคลื่อนไหวตอนนี้มันไม่เป็นกลาง คนที่เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นกลางก็เท่านั้นครับ มันมีผลประโยชน์ทับซ้อนไปทุกฝ่าย ที่รังเกียจไม่ใช่ตัวการเมืองครับ แต่เป็นตัวคนเคลื่อนไหวกับตัวรัฐบาลเอง คำุถามคือจะทำยังไงดี ลึกๆแล้วผมอยากให้มันจบๆไป(คือเซ็งมากแล้ว) ซึ่งความขัดแย้งก็จบได้ต้องมีความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างตายสักสองสามคนน่าจะทำให้ตาสว่างกันได้บ้าง... ประชาธิปไตยไม่มีเลือดมันไม่ขลัง ได้มาง่ายก็แบบนี้แหละครับ ต้องพลีชีพกันอีกสักรอบถึงจะ work ยังไงในสันดานมนุษย์ก็เกิดมาเพื่อความขัดแย้ง ประโยชน์ตู กับความรุนแรงอยู่แล้ว

คนไทยลืมง่ายอยู่แล้ว ฆ่ากันสิบปี ยี่สิบปีหน เตือนความจำกันหน่อยก็น่าจะดี พอตายกันเยอะๆ การเมืองจะได้เป็นเรื่องคนรุ่นใหม่ซะที

#21 By Elta_kung on 2008-07-04 09:54

ยาวเหลือเกินครับ

ส่วนตัวผมไม่สนใจการเมืองอย่างแท้จริงเลย อยู่คนละขั้วกับคุณแววเลยล่ะ เพราะเลือกตั้งก็ไม่ไปเลือกนะ เพราะว่าไม่รู้จะเลือกใคร เหตุผลก็คล้าย ๆ อย่างที่คุณแววมาว่้านั่นแหละ ด้วยความเบื่อหน่้ายด้วย ด้วยความที่เรามีสิ่งที่ต้องสนใจตรงหน้าอยู่มากมายด้วย ก็เลยเลือกที่จะไม่สนใจการเมือง

แต่ถามว่าผลกระทบจากการเมืองนั้น ผมรับได้มั๊ย ผมรับได้นะ เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายกับการเปลี่ยนแปลง ผมก็แค่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ชีวิตผมก็อยู่ได้น่ะครับ ต่อให้บ้านเมืองนี้จะกลายเป็นอะไรไปก็ตาม โลกมันจะแตกหรืออะไรแล้วแต่ ก็อยู่ได้ หรือไม่ก็ตายไป ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

หน้าที่ของผม ก็แค่ดูแลคนรอบข้างให้ดีเท่านั้น แล้วก็ทำหน้าที่หลักของผมไปเท่านี้ก็พอแล้วกับการที่ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นคน

เห็นความเห็นของคุณบลูเวลล์ แล้วก็ใช่เลยนะ พอเห็นคำตอบของคุณแววว่ามันเป็นวังวน ก็คิดได้อีกว่า มันต้องมีอะไรผิดปกติกับระบอบประชาธิปไตยบ้านเราแน่ ๆ แต่ก็นั่นแหละ ขี้เกียจหาคำตอบครับ เลยเข้าวังวนอีกแล้ว

#22 By เจ้าชายน้อย on 2008-07-04 10:16

กำลังประสบปัญหากับสายสัญญาณค่ะ
เลยทำให้ที่พิมพ์ไว้เมื่อคืนนี้ ส่งผ่านไปได้
แค่ที่เห็น(2บรรทัด)..

+ง่วงแล้วด้วย เลยไปนอนดีกว่า

ตอนนี้ขอลองโพสต์สั้นๆดู ถ้าเวิร์ค
ก็จะมาตอบค่ะ รอแป๊บนะsad smile
อะ ดิฉันกลับมาแล้ว

งั้นมาคุยกันต่อ..

แม้เราจะเบื่อคุณเจ้าชายน้อยเต็มทน วันนี้เจอคุณวาฬ
มาอีกคนแล้ว ก็ดีค่ะ มาบั่นทอนกำลังใจเราพร้อมๆกัน
เสีย เราจะได้รู้สึกเจ็บไปในคราวเดียว ไม่ต้องเจ็บซ้ำๆ
..คุ้มค่าแบบนี้ ยินดีค่ะ

ถ้ามองในเชิงจิตวิทยา เราวิเคราะห์ว่า
"วงเวียนของการน%"
(ที่เขียนไว้เต็มๆ)ก็คือ

วงเวียนของการ..
นำ"ผล"ที่ไม่แน่นอน (ผมจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือครับ)
มาอ้างเพื่อระงับ"เหตุ"(หน้าที่ ที่คุณต้องทำและรับผิดชอบ)

..กล่าวคือในใจลึกๆไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบ
ต้องการหลีกเลี่ยงภาระ แต่ก็พอจะมีจิตสำนึกอยู่ว่า
มันไม่ถูกต้อง แต่แล้วก็ไม่อยากทำอยู่ดี จึงเกิด
เป็นกลไกการป้องกันตัวเองขึ้นตามสัญชาตญาณ
(อันซับซ้อน)ของมนุษย์..

แปรผันได้มาเป็นการตั้งธงว่า
"ทำไปแล้วก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น"
เท่านี้ ก็จะมีความชอบธรรมมากพอที่จะ
บอกกับตัวเองได้ว่า"งั้นไม่ทำจะดีกว่า"นั่นเองค่ะ

ในบทความนี้ เราพูดว่า.. "หน้าที่ของคุณคืออะไร"
ไม่ได้พูดว่า.. "ถ้าทำแล้วคุณจะได้อะไร"(หรืออีก
นัยหนึ่งคือ"จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้"นั่นแหละ)

การตั้งคำถามว่า"ทำแล้วจะได้อะไร?"นั้น
มีไว้เพื่อการตัดสินใจในเรื่องส่วนตัวของคุณ
เช่น ถ้ารับงานในตำแหน่งนี้.. ที่บริษัทนี้..
จะได้เงินเดือนเท่าไหร่? มีสวัสดิการอะไร?
ทำงานที่นี่แล้ว ชีวิตคุณจะดีขึ้นไหม?

นั่นเป็นเรื่องของ"การบ้าน"ดังที่กล่าวไปแล้ว
นับว่าเป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบเองและตั้งคำถาม
กับตัวเอง.. และเป็นคำถามที่ดี เหมาะสมในการ
ถามตัวเองอย่างมาก..

แต่ต้องนับว่าเป็นทัศนคติที่บิดเบี้ยว หากนำเอา
คำถามของ"การบ้าน" มาบิดเบือนใช้ในการตั้ง
คำถามเอากับ"การเมือง"

ถ้าเป็นงานกลุ่ม งานของส่วนรวม..
หรือในที่นี้ก็คือ"การเมือง"แล้ว คุณต้องเริ่มต้น
จากการมี"จิตสำนึก"เสียก่อนเท่านั้น

ดังนั้น..คำถามที่คุณควรจะถาม
มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ..

"คุณได้ทำหน้าที่ของคุณแล้วหรือยัง?"

------------------------------------------

เราเขียนบทความเพื่อบอกกับคนที่ยังพอจะเกิดจิตสำนึกได้
ให้มันปลุกจิตสำนึกของพวกเค้าออกมา สิ่งที่เราเขียน
มีไว้สำหรับคนที่อยากทำความดีแต่กลับไม่รู้ทิศทาง
ว่าจะทำไปอะไรถึงจะดี? บทความนี้ชี้ให้เห็นทางเลือก
ที่พวกเขามีสิทธิ์เลือก..ที่จะสนใจการเมืองด้วยเหตุผล
ในแบบมุมมองเรา

แต่เราคงไม่หวัง.. ว่าบ้านนี้เมืองนี้ หรือสังคมคนหมู่มาก
ที่เราอาศัยอยู่ จะต้องมีแต่คนที่"มีจิตสำนึก"กันทุกคน..
ไม่งั้น สังคมคงไม่มีปัญหาเยอะแยะมากมายขนาดนี้..


ทุกๆงานกลุ่ม มันไม่แปลกที่จะต้องมีคนที่ดึงให้กลุ่มล่มจม
เช่น คนที่หลอกว่าอาสาจะทำหน้าที่แล้วกลับไม่ทำ ถึงเวลา
เลยไม่มีงานส่ง

กับคนที่ถ่วงความก้าวหน้าของคนอื่น คือคนที่อ้างว่า
ไม่เห็นด้วย ไม่รู้จะทำไปทำไม ก็เลยไม่ทำ แต่ปล่อย
ให้คนอื่นทำ ถ้างานออกมาดี ตัวเองก็สบายค่ะ

คนในสังคมเองก็ย่อมทำใจอยู่แล้วค่ะ ว่าคนเรามันก็ร้อยพ่อ
พันแม่.. จะมาหวังว่าทุกคนจะเป็นคนคิดดี ทำดีไปหมดนั้น
ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นไม่แปลกที่จะมีคนอ้างความคิดนี้
ในการ"ไม่ขอทำ" ซึ่งเขาจะปัดภาระมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา
เราคงไปบังคับเขาไม่ได้ หรือไปต่อว่าต่อขานเขาก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา

เพียงแต่การหาข้ออ้างแบบนี้นั้น มันไปบั่นทอนคนที่กำลังทำอยู่
และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเลย ถ้าเขาไม่อยากทำแล้วกล้ารับ
อย่างลูกผู้ชาย หรือไม่พูดออกมาก็ยังดีเสียกว่า

ซ้ำร้าย ที่แย่กว่านั้น ข้ออ้างของพวกเขามันยังทำให้คนอื่นๆ
หันมาเห็นด้วยที่จะไม่มีจิตสำนึก.. เห็นด้วยแก่การที่จะรักสบาย
ดูแลแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นพอ ซึ่งใครล่ะคะ
จะไม่อยากสบายแบบนั้น..


กล่าวคือเราเหนื่อยที่ต้องทำแทนเขาแล้วยังไม่พอ
เขายังชวนคนอื่นๆที่ยังไม่ตัดสินใจ ให้เลิกช่วยทำงานไปเสียอีก

แบบนี้ไงคะ คนดีถึงได้ท้อถอย หมดกำลังใจ ไม่มีใครเขา
อยากเขียนเรื่องการเมืองหรอกค่ะ.. เพราะเขาไม่อยากเจอ
การบั่นทอนแบบนี้

...
กลับมาที่คุณวาฬ

ยังดีที่คุณวาฬบอกว่า"สมมตินะครับสมมติ " เราก็โล่งใจค่ะ
ทั้งคุณวาฬ คุณเจ้าชายน้อยและคุณคนอื่นๆคะ.. ที่เราเขียนไป
มันก็เป็นมุมมองของเรา คุณเองก็ดูเหมือนจะโตแล้วมีวุฒิภาวะ
ตัดสินใจในสิ่งและเรื่องต่างๆกันไปแล้ว.. ก็คงไม่ต้องสนใจสิ่งที่เราเขียนอีกหรอกค่ะ

เอาเวลาไปทำเรื่องส่วนตัวของคุณอย่างสบายใจเถิด

ปล่อยให้เด็กๆที่ยังไม่ตัดสินใจ ได้ลองทำความเข้าใจ
สิ่งที่ใครๆก็คิดว่า"ดี"กันก่อน ดีกว่าไหมคะ เด็กๆยังมีจินตนาการ
ว่าโลกใบนี้มันต้องดี มองในแง่ดี โลกสดใส..

เรากำลังปลูกฝังสิ่งดีๆให้พวกเขาอยู่เนี่ย..

หรือคุณคิดว่าคุณไม่ต้องการให้เด็กๆเยาวชนเรามองโลกในแง่ดี?
โดยเฉพาะคุณเจ้าชายน้อยที่บอกเรามาตลอดว่า
เราควรมองโลกในแง่ดี....