เมื่อคนท้อง..ขึ้นรถเมล์
posted on 17 Jun 2008 04:08 by chalita in personality
ตัดสินใจอยู่ตั้งนานแน่ะ ว่าจะเขียนเรื่องนี้ที่บล็อกคนท้องดีไหม?
แต่ด้วยเนื้อหาและอารมณ์ คิดว่าเหมาะกับที่นี่ ก็..อย่าเพิ่งเบื่อ
นะจ๊ะ พลีสๆ
.....................
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ปริมณฑลบ้านนอกชานเมือง อย่าง..เขตตลิ่งชัน
บางกอกน้อย ทวีวัฒนา ฯลฯ นี้ ชีวิตก็ห่างหายไปจากชะตากรรม
ค่างกระป๋องในรถเมล์จนเกือบสิ้นเชิง ทั้งนี้..นอกจากระยะทางเข้า
บ้านจะเหมาะแก่การใช้รถยนต์ส่วนตัวแล้ว การจะเลือกใช้รถประ
จำทางแต่ละครั้งก็ยังค่อนข้างสบาย(กว่าการรอรถในเมือง)อีกด้วย
เนื่องจากแต่ละสายรถ(ที่พอจะผ่านแถวนี้)ล้วนแล้วแต่เป็นต้นสาย
ป้ายแรกๆทั้งนั้น ไม่มีบรรยากาศรีบเร่งให้เห็นเลย กอร์ปกับบริเวณ
ป้ายรถก็ไม่มีมลพิษค่ะ ก็เลยทำให้ผู้ใช้บริการอย่างเรายังคงสภาพ
สวยปิ๊ง..เหมือนตอนเพิ่งย่างกรายเดินออกจากบ้านมาเป๊ะ
กล่าวคือ..แต่งหน้ามาเด้งยังไง ถึงที่หมายแล้วก็เด้งอย่างนั้น แม้ขึ้น
รถเมล์ก็เหอะ.. เปอร์เซ็นต์"เยิน"มีต่ำค่ะ พอให้ถึงที่หมายแล้วเดิน
ตากไอเย็นของแอร์สกัดเหงื่อที่ยังไม่ทันออกสักพัก แล้วค่อยเข้า
ไปเติมแป้งในห้องน้ำได้แบบไม่ต้องรีบล่กเหมือนเมื่อก่อน..พริ้วไป
ชีวิตเป็นอย่างนี้มาได้ 2-3 ปี จนกระทั่ง"วันก่อน" มีอันจะต้อง
เข้าเมืองไปแถวๆย่านพระราม9 ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิค่ะ
ซึ่งปกติก็มีไปธุระแถวนั้นอยู่บ้าง..ทั้งขับรถไปเอง และทั้งขึ้น
รถเมล์ แต่คราวนี้เป็นครั้งแรก ที่ท้องโตแล้วดันขึ้นรถเมล์(ตั้ง
ครรภ์ 5 เดือนอะนะ..นึกภาพๆ)
*เราเอารถไปเก็บไว้ที่บ้านพ่อ..ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนนี้เองค่ะ
เพราะตัดปัญหา คนท้องเขาไม่ให้เครียด.. ซึ่งมันก็เกี่ยวกับ
การขับรถตรงที่..เราเป็นอีกคนหนึ่งที่ขับรถแล้วเครียดค่ะ
ก็แหม..สำนึกมันบอกนี่คะ ว่าสองมือสองตีนและสติของมนุษย์อย่างเรา
กำลังควบคุมพลังเครื่องยนต์เทียบเท่ากับม้า 130 กว่าตัว+เหล็กน้ำหนัก
รวม 1 ตัน(1,000กิโลแน่ะ) ..ไปบนถนนที่มีร่างกายคนอันแสนบอบบาง
ด้วยน้ำหนักเฉลี่ยเพียงไม่ถึง1ใน10ของมัน..เดินไปมาอยู่
กับผู้ร่วมทางอีกร้อยกว่าแรงม้าหุ้มเหล็กตัวอื่นๆ ที่นิสัยแย่กว่าเราตั้งเยอะ
ทั้งขับกันไม่มีสำนึก เห็นแก่ตัว ไม่เคารพกฎจราจร และพวกเสียมารยาท
ฯลฯ สารพัดจะนิสัยเสียๆ เจอเป็นประจำ ต้องหลีกเลี่ยงค่ะ จะมาดาหน้าขับ
มันอย่างเดียวไม่ต้องคิดอะไรเหมือนคันอื่นๆเลยนี่.. ป่านนี้คงชนแหลกไป
แล้ว เสียเงินเสียทองเปล่าๆ ดีไม่ดีไปทำคนอื่นเขาพิกลพิการ เสียชีวิต..
พรากลูกพรากพ่อเขา ..ไม่ได้ค่ะ เราแคร์เรื่องนี้ที่สุดเวลาขับรถ
อย่างที่เคยบอกบ่อยๆ..ว่าเรามีประสบการณ์ขับรถมา13ปีแล้ว ไม่เคยมี
อุบัติเหตุสักครั้งเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าเก่ง ไม่ใช่ว่าฟลุ๊ค(แหงล่ะ) ไม่ใช่ว่า..
ได้พระดีๆ แต่เป็นเพราะเราระวัง(ชีวิตคนอื่น)แค่ไหน..คิดดูก็แล้วกัน
ฉะนั้น พอจะแคร์ความรู้สึกเจ้าตัวน้อย ไม่อยากให้เค้าต้องมาแบกรับ
สภาพกดดันของเราไปด้วย เราเลยแขวนตีนไว้กับพีดัลก่อนค่ะ
คลอดแล้วค่อยกลับมาซิ่งกันต่อ...
..........................
...........[อะ...ทำไมกรูถึงห่วงคนอื่นมากมายขนาดนี้วะเนี่ย]
...........................................
กลับมาที่..วันนั้น เราต้องขึ้นรถเมล์ 2 ต่อด้วยกันค่ะ ต่อแรกว่างๆ
เพราะขึ้นต้นสายอย่างที่บอก แต่ส่วนต่อที่สองนี้..รถแน่นเชียว เรา
ก็ขึ้นไปยืนด้วยความเคยชินอะนะคะ เคยชินที่เราเป็นคนแข็งแรง
(มากด้วยล่ะ
) กล่าวคือ..ลืมไปเลย(จิงๆนะ)ว่าท้องอยู่ 555
แต่มานึกได้เอาอีกทีตอนนี้ค่ะ....
เรายืนคุยอยู่กับแฟนเราเพลินๆ แล้วได้ยินเสียงจากข้างหลัง คล้ายมี
คนจะลุกเพื่อลงจากรถ เราก็หันไปมองหาเจ้าของเสียง..ด้วยห่วงเขา
กลัวว่ารถมันแน่นเดี๋ยวจะลงไม่สะดวก เราจะได้หลีกทางให้เขา(ไม่ได้
คิดว่าตัวเองจะได้ที่นั่งหรอก เพราะนิสัยเราเองนี่แหละที่คอยจะลุกให้
ผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางๆนั่งเสมอเลย เราเลยไม่ใช่พวกจ้องจะคอยแย่ง
ที่นั่งนะคะ) ปรากฏไม่เจอเจ้าของเสียงแฮะ.. แต่เหลือบไปเห็นผู้ชาย
คนหนึ่งแทน เค้านั่งเบาะด้านนอกตรงที่เรายืนอยู่พอดี เราเห็นว่าเขา
กำลังหลับสัปงกอยู่.. [
..zzz]
แต่ว่า ทำไมเขาหลับด้วยอาการแปลกๆหว่า? เราก็ไม่ได้คิดอะไรนะ
แค่เห็นอะไรแปลกหูแปลกตาก็โนติสเท่านั้นเองฮ่ะ..
มาคิดได้ตอนกลับมาถึงบ้านแล้ว.. ว่าอ๋อ ผู้ชายคนนั้นเค้าหลับ
เหมือนกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าหลับ เราเลยโยงเรื่องเข้าไปว่า..เค้า
คงเห็นว่ามีคนท้องยืนอยู่ข้างๆเขา เขาก็เลยต้องทำเป็นไม่เห็น
(เพราะเห็นแล้วไม่ลุกให้นั่งไม่ได้น่ะค่ะ) ฮ่าๆๆๆๆ
เวง.. ไอ้เราก็งงอยู่ตั้งนานอะ ว่าอีตานั่นมันเป็นอะไรของมัน
ซึ่งเชื่อไหมว่า ขากลับก็มีอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกันนะ
แต่ดีหน่อยที่ตอนกลับ..เราเดินทางด้วยรถเมล์แค่ครึ่งทางเพียงต่อเดียว
ลงรถมาเดินเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าแถวๆผ่านฟ้า แล้วให้น้องสาว
มารับ พาไปกินข้าวก่อนกลับบ้าน.. จะว่าไปรถติดโคตรๆเลย เราปวดหลัง
กับหมดแรงตอนยืนอยู่คารถไปเลยเหมือนกันค่ะ เพิ่งรู้ว่าบอบบางลงเยอะ
ก็วันนี้อะ
...
จะว่าไป..เราก็ประมาณตนไว้พอสมควร ไม่ใช่ว่าเราประมาท ไม่ห่วงลูก
ถึงไปขึ้นรถแน่นๆ หรือขึ้นไปก่อนแล้วรอให้มีคนลุกให้นั่งนะคะ เราไม่
ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลยค่ะ เพียงแต่เราคิดว่าเราไหว ระยะทางก็ใกล้นิด
เดียว แฟนเรายังไม่ห่วงเราเลย เพราะคงรู้ดีอยู่ว่าเราแข็งแรงน่ะค่ะ พอ
เราขึ้นรถไปเราก็เลยไปยืนกลางๆรถ ทำตัวตามปกติมากๆ ไม่เหมือนคน
ท้องเอาซะเลย.. เพราะเราก็คิดนะว่าถ้าเราไม่ไหว เราคงไม่ออกจากบ้าน
มาเป็นภาระคนอื่นหรอกค่ะ
คนบางคนเค้าต้องขึ้นรถเมล์ทุกวัน เค้าอาจจะวางแผนมา ว่าตั้งใจจะขึ้นรถ
ต้นๆสาย หรือยอมจ่ายค่ารถหลายๆต่อ เพื่อที่จะได้ที่นั่ง บางคนก็ยอมเสีย
เวลารอจนกว่ารถจะว่าง เพื่อที่จะได้ลดความเหน็ดเหนื่อยประจำวัน..ซึ่งมัน
ก็เป็นแผนการเดินทางและสิทธิในการใช้ชีวิตของเค้า
แต่พอเจอคนท้องเดินขึ้นมา มันเป็นภาระเขาไปเลยค่ะ คือถ้าเขาลุกไม่ไหว
แต่จำต้องลุกให้เรานั่ง เพราะว่ากลัวสายตาคนอื่นจะมองเค้าไม่ดี นั่นมันก็ไม่
ใช่เรื่องของน้ำใจแล้วใช่ไหมคะ เราว่าเรื่องแบบนี้ น่าจะทำไปตามความเหมาะ
สมมากกว่านา ใครที่เหนื่อยมากๆ ไม่ต้องแคร์คนอื่นนักหรอกค่ะ เดี๋ยวคุณก็
ลงจากรถแล้ว ต่อให้ไม่มีใครเข้าใจคุณ แต่คนท้องคนนี้เข้าใจคุณนะคะ
บางครั้งเราเองก็เห็นว่า คนแก่บางคน คนท้องบางคน ไม่ประมาณตัวเอง รู้ว่า
ท้องแก่ รู้ว่าไม่ไหว แต่ก็ไม่สน คิดว่าขึ้นรถแน่นๆมาเดี๋ยวก็ต้องมีคนลุกให้นั่ง..
(กรณีนี้เราหมายถึง คนที่ถือว่าตัวเองได้เปรียบหรอกนะคะ ไม่ช่กรณีสุดวิสัย)
คือเราเห็นเลยว่า เค้าจงใจขึ้นรถคันนั้นโดยไม่สนว่ามันจะแน่น เพราะเค้าแน่ใจ
ว่ายังไงก็ต้องมีคนลุกให้นั่ง.. เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ทางสังคม(แม้จะไม่มีใน
กฎหมายก็เหอะ) และเขาก็ใช้มันเป็นเครื่องมือ พอขึ้นมาถึงแล้วก็สื่อภาษากาย
ทันที ว่านี่ชั้นแก่นะ ชั้นท้องนะ
..เราไม่เห็นด้วยเลยค่ะ เพราะถ้าเค้าไม่ตั้งธงคิดอย่างนั้นไปก่อน การตัดสิน
ใจขึ้นรถแน่นๆทั้งๆที่ตัวเองไม่ไหว ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จริงไหม?
คนเราต้องเซฟตัวเองให้ได้สเต็ปหนึ่งก่อน ไม่ใช่มาผลักภาระ และคาดหวัง
แต่จะให้คนอื่นมาช่วยอย่างเดียว...
.......................................
อย่างไรก็ดี แม้เรื่องการพบคนมีน้ำใจลุกให้นั่งมันจะไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวัง
แต่มันยังปัญหาอื่นๆอีกนอกเหนือจากที่เราคาดว่าจะเจอ และมันเป็นอันตราย
กับเราจริงๆค่ะ ทำให้เราต้องคิดหนักกว่าเดิมว่าเราจะตัดสินใจออกจากบ้านดี
ไหมถ้าเราเจอเรื่องแบบนี้..
อย่างเรื่องน่ารำคาญเล็กๆน้อยๆ เช่น.. วันนั้นที่เราโหนรถอยู่ เรากำลังอาศัย
ประสบการณ์"เคยอยู่ในเมืองมาก่อน"ในการประคองตัวบนรถ เช่น ใช้สองมือ
ในการโหนราวจับ..เอาท่าที่ถนัด สองเท้าคอยถ่ายน้ำหนักจะทำให้ยืนได้อย่าง
มั่นคง แถมด้วยการมองไปด้านหน้ารถ สังเกตถนน..เกาะติดสถานการณ์(เช่น
มีรถคันหน้าเบรค, รถจะเข้าป้าย, มีผู้โดยสารโบก, ไฟเขียวแล้ว, ไฟแดงแล้ว
หรือคนขับกำลังจะเปลี่ยนเลน..) *อย่างกะตำราพิชัยสงครามเลยวุ้ย
เพราะเราเองก็ขับรถด้วย เลยติดนิสัยมองทางเป็นเพื่อนคนขับรถอยู่ตลอดเวลา
แต่ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะ"โหน"ได้อย่างถูกจังหวะ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์
สินนั่นเองค่ะ
แต่เชื่อไหมว่าขณะที่เรามองทางอยู่นั้น มีผู้หญิงที่กำลังยืนข้างหน้าเยื้องๆกับเรา
(แต่)หันหลังกลับมามองหน้าเราบ่อยๆ.. แม้เราจะไม่ได้สบตาเธอมากมาย แต่ด้วย
ภาษากายของเธอ เราเข้าใจเลยว่าเธอกำลังบอกเราว่า.......
"ชั้นสวย"
โอ้ว จั๊ดง้าว.. กูมองไปทางนั้น ด้วยเพราะกลัวตายค่ะ ไม่ได้กลัวความสวยของมึงง
ไม่ต้องมาสังเกตเราหรอก ว่าเรามองเธออยู่หรือเปล่า ครั้งสองครั้งก็น่าจะรู้แล้วว่าเรา
มองถนน แต่ถ้าเลยกว่านั้น มันคงแฝงด้วยการยัดเยียด..อยากให้เราเห็นเธอสักที จะ
ได้ตัดสินจากสายตาพร้อมฟี้ดแบ็คจากเรา ว่าอิจฉาความสวยเธอไหม.. แค่ไหน..
ลำพังยืนโหนรถไม่ดูทางนี่ก็ ค ว า ย มากแล้วนะสำหรับเรา นี่ยังคอยจ้องคนอื่น คิดว่า
เป็นคู่แข่งความสวยอีก....... โถ คุณผู้หญิงขา ในหัวลองคิดเรื่องอื่นดูบ้างจะได้ไหมคะ
ลำบากใจเหลือเกินที่จะมองถนนค่ะ เพราะรำคาญและ
ขยะแขยงคนแบบนี้มากๆ ทำให้บางทีก็หันๆไปทางอื่นบ้าง
เจ๊จะได้ยัดเยียดความสวยใส่ทัศนวิสัยคนอื่นไม่สำเร็จ
ต้องเลือกว่าจะแก้แค้นคนหรือเอาชีวิตรอดดี เหอเหอ
......................................
อีกเรื่องหนึ่งที่โดนบ่อย และกลัวมาก
ทำให้ไม่ค่อยกล้าขึ้นรถ ก็คือ..........
พวกผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางๆ ที่มีความสูงระดับหน้าอกเราค่ะ
เราเจอโคตรบ่อยเลย คือตอนรถเบรค.. เบรคแบบกระทันหันหัวทิ่มเลยนะ
เมื่อนั้นเราจะงัดเทคนิคการโหนรถของเราออกมาใช้หมดทุกกระบวนท่า
เพื่อเอาชีวิตรอด.. และมันมักจะรอดค่ะ ด้วยเราประมาณน้ำหนักตัวเองได้
อย่างถูกต้อง เราเลยเกาะกุมไว้ได้อย่างมั่นคง[ปรบมือ....เปาะแปะๆ]
แม้มือเราจะไม่หลุดจากราวโหน แต่ทว่า... บรรดาแม่นางอ้อนแอ้นอรชร
ขนาดความยาวสุทธิ 150ซม.ทั้งหลาย.. คุณเธอจะชอบทึกทักเอา ว่าเรา
เป็นเสาหลักหรือคานนิรภัยประจำรถ เธอจึงปล่อยมือจากราวเสริมทันที..
เพื่อที่จะถลาทิ้งน้ำหนักตัวของพวกเธอมาใส่เราทั้งหมดเลยค่ะ
(ย้ำนะคะ.....................................ว่าทั้งหมด
)
ให้ตายเถอะคุณผู้อ่าน กรูไม่ใช่หลักเมือง กำแพงหรือซุ้มประตูชัยนะคะ
มีใครเคยทำแบบนี้บ้างไหม? อย่าทำเป็นอันขาดเชียวค่ะ เพราะไม่มีใคร
หรอก..จะมาคิดว่าต้องยื้อราวโหนเผื่อน้ำหนักของคุณๆที่จะมาฝากให้
เราแบกไว้ได้ในเสี้ยววินาที.... (ถ้าเราคิดทัน เราคงหลบไปแล้วล่ะค่ะ
ให้มันถลาต่อ..ทะลุออกหน้ารถไปเลย ชาติหน้ามันจะได้ไม่ทำอีก
)
เรารู้ว่าคุณตัวเล็ก แต่น้ำหนัก 45กิโล ของคุณๆในยามถลาด้วยความเร็ว
20km/ชั่วโมง..ที่ 4แรงG นั้นมันคงเพิ่มเป็น 60-75 โล ในขณะเข้าปะทะ
ร่างกายของเรา และกูก็ได้โหนรถด้วยมือตัวเองโดยไม่มีสลิงหรือใช้ตัว
แสดงแทนนะเว้ยคะ ..จังไรจิงๆเลยตัวเองเนี่ย
.............................
เค้าคิดบ้าอะไรของเค้าวะคะ เราเกลียดคนที่ทำแบบนี้ที่สุด ..หลายครั้งที่
มือเราเกือบจะหลุด เพราะมันเลยพิกัดแรงของมือเราไปแล้วจริงๆค่ะ แต่
ที่ยังจับราวไว้ได้อยู่ก็เพราะเราขืนกำลังตัวเองให้มากขึ้น เพื่อที่จะเอาชีวิต
ตัวเอง[ที่มีร่างกายคนอื่นมาถ่ายน้ำหนักใส่]ให้รอด ประมาณว่า ถ้ากูตาย
มึงก็ตาย.. ฉะนั้น มึงต้องเอาตัวรอดกูจะได้รอด..ว่างั้น (แล้วมึงเป็นพ่อเป็น
แม่กูเหรอคะ) ทำไปได้
ซึ่งผลท้ายพอรถจอดสนิทแล้ว.. ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเรานะคะ
คุณเธอพอทราบว่ารอดมาได้ ก็ทำเป็นขำ แต่เราไม่ขำอ่ะค่ะ เพราะเรา
บาดเจ็บ เจ็บและล้าภายในจากการฝืนกำลังตัวเองไปไม่มากก็น้อย ทุก
อย่างต้องซ่อมแซมด้วยโปรตีน สารอาหาร และเวลาจากการพักฟื้นทั้งนั้น
แถมยังขวัญเสีย หวาดวิตกไปในช่วงที่มันจะหลุดนั่นแหละค่ะ
คิดได้ไงคะ ผลักภาระและชีวิตตัวเองให้คนอื่นต้องแบกรับแทนอย่างนี้?
เขียนเสร็จ..ชักไม่อยากออกจากบ้านแล้วค่ะ
สรุปว่าหาแฟนใหม่มาขับรถให้ดีกว่าว่ะ เฮอะๆๆๆ
ปล.ขอจากัวร์นะคะ รุ่นไหนปีไหนก็ได้
.....ดิฉันขาวหมวยสวยอึ๋ม ร่าเริง+เอาใจเก่งค่ะ อุอุ
คุยกับจข.บล็อก 

อายกันทั้งคู่เลย
#1 By mnop on 2008-06-17 05:31