วันเดียวแต่เรื่องราวมากมาย
posted on 02 Nov 2007 12:55 by chalita in 2005-2007, telling
หน้านี้เราอยากเขียนเก็บไว้น่ะค่ะ เกี่ยวกับงานเอกซ์ทีนและงาน
หนังสือ.. จะอ่านข้ามๆไปหรือค่อยมาอ่านคราวหน้าก็ได้นะคะ
ขอเขียนแบบไม่เกรงใจค่ะ
หรือไหนๆเข้ามาแล้วถ้าอยากมา
ทักก็ใช้สมุดเยี่ยมที่ link ได้นะ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เที่ยวไปสัญญาเอาไว้ในหน้าหลัก ว่าจะเขียนเรื่องงานเปิดตัว
exteen วันนี้ได้ฤกษ์สักทีละ
ทำไมถึงเพิ่งมาเขียน?
ความจริงก็คิดว่าพอกลับมาจะเขียนทันทีเลย แต่พอผ่านไปสอง
วันเห็นเพื่อนๆอัพกันไปหมดแล้วเลยคิดว่าคงไม่ทันแล้วมั๊ง เพราะ
เราจะเขียนอะไรทีไม่ง่ายเลย ต้องร่างๆในสมุดเอาไว้ก่อน แต่ต่อ
มาเห็นว่าจะรวบรวมบลอกที่อัพถึงงาน(จข.บลอกที่ไปร่วมงาน)
ก็เลยกลับมาเขียน เพราะเห็นว่าทางทีมงานให้ความสำคัญนะจ๊ะ
เลยไม่พลาด จัดให้ค่ะแม้จะช้าไปนิดแต่ก็จะเขียนล่ะ
ขออนุญาตเขียนหลายเรื่อง
เพราะวันนั้นเราไปสามงานแน่ะ แล้วมันเป็นวันที่ดีวันหนึ่งที่เรา
อยากเล่าให้ฟังผ่านบลอกเราค่ะ เลยจะยาวไปบ้างต้องขอโทษ
คนที่อ่านไม่ไหวด้วยจ้า
เริ่มละ
นับว่ากำหนดการณ์ของงานเปิดตัว exteen เป็นไปตามคาดไว้
เลยคือวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่เรารอคอยจะไปงานสัปดาห์
หนังสือในวันแรกด้วย(เก็งไว้ว่าคนน้อย) ประจวบเหมาะกับยา
กดภูมิคุ้มกันปริมาณสองเดือน(ที่กินติดต่อกันมาสองปีแล้ว)ใกล้
จะหมดลงในอีกไม่กี่วันนี้ เราจึงวางแผนขับรถออกจากบ้านเพื่อไป
พบแพทย์และขอรับยาที่โรงพยาบาล ต่อด้วยไปงานหนังสือและ
กลับมาร่วมงานเอกซ์ทีนในวันเดียวกันเลย ซึ่งการทำได้แบบนี้เรา
รู้สึกดีมากๆนะ เพราะใช้ทรัพยากรทุกอย่างได้คุ้มค่า จ๊าบจิงๆ
เริ่มด้วยขับรถออกจากบ้านไปโรงพยาบาลมิชชัน โรงพยาบาลฝรั่ง
แห่งนี้เป็นที่ที่เราฝากชีวิตไว้ตั้งแต่เกิดเลย(แม่เรามาคลอดเราที่นี่)
และตอนนี้เราก็ใช้สวัสดิการประกันสังคมกับที่รพ.นี้(กะจะตายใน
โรงบาลกันเลยหรือไงไม่รู้55) เมื่อสองปีที่แล้วเราดันโดนยุงป่ากัด
ตอนไปคุมฐานค่ายลูกเสือที่ประจวบฯ ทำให้หลังจากนั้นเรามีอาการ
ภูมิคุ้มกันผิดปกติ คือเป็นผื่นลมพิษขึ้นง่ายมากหมอเลยสั่งให้ใช้ยา
แก้แพ้จำพวก ฟาเทค กับเทลฟาสต์(ของไทยชื่อfenafex) ที่
เราบ่นว่าง่วงๆเบลอๆอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ ทั้งๆที่ยาไม่ได้ออกฤทธิ์ทำ
ให้ง่วง แต่ช่างข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเถอะ ทุกวันนี้นะสมองเราทำงาน
ได้50%เองในวันที่ใช้ยา ไม่รู้จะทำไง
ที่โรงพยาบาลวันนี้มีของใหม่1ชิ้นแฮะ คือเครื่องวัดความดันระบบใหม่
เราถูกรัดแขนด้วยผ้าเป่าลมตามปกติ แล้วเห็นพยาบาลเค้าเดินไปไหน
ไม่รู้ แต่ทำไมผ้ามันพองได้วะ(ทุกทีต้องมีคนบีบลมใส่ผ้าไง)เราก็เฮ๊ยๆ
งงเป็นไก่ตาแตก เสี่ยวจิงๆเลย หันไปเห็นเขาใช้ระบบออโต้แล้ว..ต่อ
มาลมก็อัดแขนเราเกือบระเบิด(อัดแรงจริงๆค่ะคุณ น่ากลัวจะบาดเจ็บ)
สักพักมันก็ปล่อยลมออก แล้วตัวเลขดิจิตอลก็วิ่งขึ้นปรี๊ดๆๆ บอกภาวะ
ความดันเท่าไหร่ไม่เห็น พยาบาลคนวันนี้ใจร้ายด้วยไม่แจ้งคนไข้เลย
ก็รู้แค่ว่าแกยังไม่ถึงที่ตายละกัน เชิญคนต่อไป..คริคริ
แต่เราไม่สน ยังหันไปถามหน้าตื่นๆว่า นี่ๆถ้าลมมันไม่ตัดเค้าแขนหักไป
ทำไงอะคะ ปรากฏพยาบาลก็ขำซะงั้น แล้วก็ไม่ตอบอยู่ดี ชิ ก็ยังดีที่ทำ
ให้คนเหนื่อยๆยิ้มได้สำเร็จ มีความสุขนิดๆ
หลังจากพบหมอและได้รับยาแล้ว ก็ตามเคย ตะลุยร้านเบเกอรีที่โรงบาล
ค่ะ ทั้งคาเฟทีเรียและร้านเบเกอรีที่นี่เป็นมังสวิรัติทั้งหมด แต่ขอบอกว่า
อร่อยโคตร ไว้วันไหนครึ้มๆจะไปขอเขาถ่ายรูปแล้วกลับมาเขียนลงบลอก
โปรโมตให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลยเชียว บรรยากาศก็อย่างกับในหนังฝรั่ง
คือเราชอบมากๆที่หยิบถาดแล้วเลื่อนไปตามแนว สนุกดี อยากกินอะไรก็
ชี้ในตู้ เขาก็จะหยิบให้ แล้วเท่าที่ทานมา 100% อร่อยหมด ส่วนใหญ่คน
มักจะแหยงว่ามันเป็นมังสวิรัติ ทั้งๆที่เขาทำอร่อยมากๆๆๆ เสียดายที่หลาย
คนไม่กล้ากินค่ะ ทั้งๆที่พอได้ชิมแล้วก็บอกอร่อยทุกราย
ใครทานมังสวิรัติ ลองมาทานที่นี่ดูนะคะ โรงพยาบาลอยู่ถนนพิษณุโลก
ไม่ต้องเป็นคนไข้หรือหมอที่นี่ก็เข้ามาทานได้ค่ะ ขนมทุกอย่างมาแนวโฮม
เมดทั้งนั้นเลย ไม่มีสารกันบูดด้วย เค้าควบคุมคุณภาพระดับมาตรฐานโรง
พยาบาล มีความสะอาดและปลอดภัยสูง เป็นอาหารเพื่อสุขภาพจริงๆค่ะ
ว่าแล้วก็แสตมป์บัตรจอดรถฟรีได้งานหนึ่งแระ ทีนี้ก็ขับออกจากโรงบาล
ไปต่อที่ที่สองคือสัปดาห์หนังสือ...
ซึ่งใครมันจะบ้าเสี่ยงเอารถไปวนที่ศูนย์ประชุมละคะ การอยู่ชานเมืองถ้า
คุณนั่งรถเมล์เข้าเมืองไปไหนต่อไหนอาจจะสะดวกและสนุกสนาน แต่พอ
ถึงขากลับมันจะน่ากลัวมาก เพราะในซอยบ้านมันเปลี่ยวและไกลถึง1กิโล
เมตรกันเลย ต้องเรียกแทกซีเข้าไปซึ่งมันก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี และที่สำคัญ
มันสิ้นเปลืองย่ะ ฉะนั้น ชั้นมีแผนค่ะ..ชั้นมีแผน
ขับออกจากถนนพิษณุโลกผ่านหน้าบ้านเก่าตรงแยกราชเทวี(ถิ่นข้าเฟร๊ย
ฉะนั้นข้ารู้ดีว่าจะเอารถไปจอดรถที่ไหน หุหุ) ก่อนถึง..เราก็จะเลี้ยวรถเข้า
ถนนบรรทัดทอง แล้วเอารถไปจอดที่ห้างเทสโก้ถนนพระราม1 นั่นเอง
โดยห้างฝรั่งที่กำลังทำลายสังคมไทยแบบนี้ เขามีดีก็ตรงนี้แหละค่ะ ใน
ขณะที่สยามทั้งหลายไม่ว่าจะดิสฯ เซนเตอร์ พารากอน หรือแสควร์ และ
รวมถึงห้างสุดฮิตอย่างเซนทรัลลาดพร้าวหรือโรงหนังเชี่ยๆหลายๆโรง ที่
เก็บค่าจอดรถลูกค้าน่ะ ฉันละเกลียดมันเข้าไส้จริงๆที่ไม่ยอมบริการลูกค้า
เลย ทั้งๆที่เราหมดเงินในห้างเค้าไม่ใช่น้อยนะคะ เอาเปรียบกันแบบนี้ชั้น
ไม่สนับสนุนค่ะ เลยประท้วงด้วยการหาห้างโลตัสแล้วเอารถไปจอด แล้ว
ก็อุดหนุนเค้าด้วย(ว่าด้วยห้างขูดรีดคนไทยนี้ ไว้จะเขียนถึงสักเอนทรีค่ะ
แต่ตอนนี้ขอแปะไว้ก่อน)
จากโลตัสพระราม1 ฉันก็เดินไปขึ้น BTS ที่สถานีสนามกีฬา(เช็ค
ราคาแล้วเท่ากับเดินไปขึ้นที่สถานีสยามเลยค่ะ) ตรงดิ่งไปแยกอโศก
แล้วหารถ shuttle bus เข้างานฟรีเหมือนอย่างเคย แต่ปรากฏว่าเค้า
ยกเลิกมันไปแล้ว(ตั้งแต่ MRT มาเราก็ไม่ได้นั่ง BTS ไปศูนย์ประชุม
อีกเลยค่ะ ทำให้เพิ่งทราบว่าเขายกเลิก)ก็นะ..สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ
ให้พลเมืองไทยอย่างฉันเสียจริง ทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์ของกิจการ
ตัวเอง รึไม่ก็เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องกันทั้งนั้น.. แต่ไม่มีใครทำเพื่อ
ประชาชนเลยค่ะ สรุปว่าฉันต้องจ่ายค่ารถใต้ดินไปอีก 60 บาท(ไปกัน
2คน คนละ15บาท รวมไปกลับ)เงินกระเด็นออกนอกแผนการณ์ที่วางไว้
ในครั้งเดียวถึงหกสิบบาทนี่ แม่งเฮิร์ทมีค่ะ ชิท ฟัก จั๊ดง้าว ผูบ้อ เก๋าเจ้ง
#*!%&@
ช่างแม่ง เพราะที่งานหนังสือวันนั้น ประทับใจ..ราวกับทำแฮร์สปา
ฤๅสวรรค์จะส่งมาให้ได้พบกับอะไรดีๆ ปานนั้น
จากที่เรามีจุดประสงค์จะไปซื้อถุงผ้าของรายการจุดเปลี่ยน แต่ก็ลืมคิด
ไป ว่าของพวกนี้มันไม่เหมือนบัตรคอนเสิร์ตพี่ติ๊นาเมื่อ 17 ปีที่แล้วนะ
ที่ต้องไปต่อแถวซื้อวันแรกที่ลานจอดรถเอมบีเคตั้งแต่ไก่โห่ ..เพราะ
พอไปถึง เค้าบอกว่าถุงยังไม่มา ให้เรามาใหม่อีกวันสองวัน ปาดโธ่ กว่า
ฉันจะมาถึงนี่วางแผนเดินทางกันแทบตาย ทำอย่างกับบ้านฉันอยู่ในโรง
งานยาสูบงั้นแน่ะ
ว่าแล้วก็เลยหอบเงิน(งบไม่กี่ร้อยบาทที่กะจะซื้อถุงผ้า)ไปเดินหา
หนังสือหลวงพ่อปัญญาดีกว่า แต่ก่อนอื่นใดก็ซื้อ vcd รายการคนค้นฅน
ตอนหลวงพ่อนั่นแหละมาดูซะ เพราะคืนก่อนเขาบอกจะฉายตอนพิเศษ
ในคืนนี้เนื่องมาจากหลวงพ่อมรณภาพ เราคิดว่าอดดูแน่ๆเพราะตอนเย็น
เราน่าจะยังอยู่ที่งานเอกซ์ทีน เลยซื้อมาดูเองเพราะตอนนี้ยังไม่ได้ดู
หลังจากนั้นก็ไปเจอบูธของสำนักพิมพ์ธรรมสภา และหนังสือสอนเด็ก
ของหลวงพ่อเล่มที่เคยออกรายการคุยข่าวทางช่องสามดังใจหวัง ไป
ถามๆคนขายเขาก็บอกว่าเล่มที่เราถืออยู่นี้เป็นเล่มเล็กนะ เล่มใหญ่ขาย
หมดแล้ว เราก็ถามว่าแล้วมันต่างกันยังไง พี่เค้าก็บอกว่าตัวมันเล็กกว่า
เท่านั้นเอง ด้วยขนาดเล็กกว่าราคาก็จะถูกกว่าน่ะ อุ๊ยแบบนี้น่ะเรียกว่า
ข่าวดีนะพี่นะ กำลังจะจ่ายตังค์ก็หันไปเห็นพี่ที่มาด้วยเขากำลังยืนอ่าน
หนังสือพุทธธรรมของพระธรรมปิฎกอยู่ เล่มหนาเตอะอย่างกับพระคัมภีร์
เลยค่ะ เขาบอกว่าอยากอ่านมากนะ แต่นานแล้วเคยไปยืนอ่านที่ร้านซี
เอดบุ๊ค ราคาตั้ง 500 บาท พี่เค้าไม่มีปัญญาซื้อ(กำลังเจอปัญหา
สภาพเศรษฐกิจถดถอยน่ะค่ะ จะเห็นได้ว่าฉันใช้ชีวิตพอเพียงและมีสติ
กับการใช้จ่ายมากๆ *ป่าว'งก'นะคะแต่ฉันดูแลชีวิตตัวเองในยามนี้ได้
จากวิธีเหล่านี้ และมิได้เดือดร้อนจนเป็นภาระให้คนอื่นเลยแม้แต่น้อย
อยากบอกว่าฉันสบายดีและมีความสุขมากค่ะ)
จากแท็คงานหนังสือที่ไปอ่านๆมา ซึ่งเดี๋ยวจะทำค่ะ เพราะเราเจอกับ
ตัวเองตรงๆเรื่องหนังสือลดราคา..เพราะว่าจากบูธของธรรมสภานั้น
เราเองได้ซื้อหนังสือที่คิดว่าไม่มีปัญญาครอบครองมันได้ ซึ่งมันเป็น
หนังสือธรรมระดับโลกที่เราควรอ่านและมีเพียงไม่กี่คนได้อ่านมันเชียว
นะคะ(ในเน็ตเขาพูดกันว่างั้น)โดยหนังสือพุทธธรรมนั้นเขาขายใน
ราคาที่เหลือแค่ 200 บาท(เห็นพี่เขายังทำท่าคิดหนัก)เราเลยบอก
ว่าอะ เดี๋ยวหุ้นด้วยเพราะเราอยากอ่าน เราชอบการวิเคราะห์แล้วเขียน
ออกมาเป็นทฤษฎีค่ะ การตีความออกมาอย่างเป็นมาตรฐานและเรียบ
เรียงอย่างมีระบบของหนังสือพุทธธรรมเล่มนี้ ถูกเขียนโดยผู้ที่ศึกษา
พระธรรมอย่างแตกฉาน(ไม่รู้จะพูดยังไง แต่คนเขียนเก่งโคตรๆเลยละ)
สมควรที่เราจะศึกษาค่ะ เราไม่ลังเลเลย ซึ่งมาทราบตอนหลังอีกด้วยว่า
คุณหมอพรทิพย์สุดที่รักของเราก็อ่านหนังสือเล่มนี้ (ออย ดีใจค่อด)
หลังจากจ่ายตังค์ไปแล้วปรากฏว่าเงินทอน ทอนเกินจากที่คำนวณไว้
พลิกดูใบเสร็จก็ปรากฏว่า หนังสือหลวงพ่อปัญญาของเรา นอกจากเขา
จะได้เผยแผ่ปัญญาให้โดยพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆประหยัดต้นทุนจนทำ
ให้เราไม่ต้องจ่ายแพงๆแล้ว(แค่นี้ก็ดีใจจะตาย) แต่เค้าลดราคามันลง
ไปอีก เหลือเพียง25บาทเท่านั้น เรางี้ซึ้งใจมากมายเลยนะคะ เพราะเรา
รู้สึกว่าเค้าทำมาให้อ่าน เค้าอยากเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่ดีๆให้กับเรา
เขาก็เลยพยายามหาหนทางขายให้เราในราคาที่เราซื้อได้ เราขอบคุณ
มากมายค่ะ ถึงกับบอกตัวเองสัญญาว่าจะเป็นคนดี ให้สมกับที่มีคนทำ
อะไรดีๆแก่เราในวันนี้ไงคะ
จบลงที่จ่ายไปไม่กี่บาท ปรากฏว่าเดินไปเจอบูธที่ขายถุงผ้าค่ะ โดยถ้าซื้อ
หนังสือในบูธครบ600บาท ก็จะได้ถุงผ้าใบนี้ฟรีๆ หรือไม่งั้นก็ซื้อเอาได้ใบ
ละ 99 บาทเช่นกัน เราก็เลยได้ซื้อถุงผ้า วีซีดีรายการคนค้นฅน หนังสือ
หลวงพ่อปัญญา และพุทธธรรมเล่มเดียวกับที่หมอพรทิพย์อ่าน แบบว่าครบ
(+เกินๆ)ดังใจหวังเลยค่ะ โอย..ไม่เคยมีวันที่เพอร์เฟคต์อย่างนี้มานาน
มากๆแล้วอะค่ะ หายากๆ
ยังมีเวลาเหลือ ไปนั่งฟัง ว.วชิรเมธี อีกชั่วโมง ท่านได้กล่าวถึงคำสอน
ของหลวงพ่อปัญญา(หลวงพ่อในยามนี้นะ อินเทรนด์จิงๆ) ที่กล่าวถึง
คุณหญิงที่บวชลูกชาย แล้วถามหลวงพ่อว่า ..ผมที่ปลงแล้วควรจะเก็บ
ไว้ที่ไหนถึงจะเป็นสิริมงคล ซึ่งหลวงพ่อก็ตอบว่า"ในถังขยะ" 555
เราเองไม่ได้ชอบฟังพระเทศน์หรือเป็นคนที่เข้าวัดแต่อย่างใดนะคะ แต่
เราจะเก็ตกับคาแรกเตอร์ของพระบางรูป อย่างเช่นหลวงพ่อปัญญานี่ละ
ยิ่งใครเทศน์ตรงๆขวานผ่าซากนี่ เราจะรู้สึกคลิ๊กจริงๆและเลื่อมใสศรัทธา
นับถือท่านมากค่ะ ด้วยเหตุนี้เองเราถึงไปตามหาหนังสือหลวงพ่อ เพราะ
ได้ยินได้ฟังคำสอนของหลวงพ่อก็เมื่อท่านมรณภาพไปนี่เอง เสียดายก็
เสียดายนะ แต่ก็นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแผ่พระธรรมครั้งยิ่ง
ใหญ่ครั้งหนึ่งเลย ที่แม้เราเองก็ยังต้องหันมาสนใจ.. ไม่ใช่ว่าอยู่ๆเราก็
ลุกขึ้นมาซื้อหนังสือพระพุทธศาสนามาอ่านอย่างไม่มีเหตุผลและที่มาที่
ไปเสียอย่างนั้นได้หรอกค่ะ
ต่อมาเราก็ได้ร่วมจิตอธิษฐานให้ในหลวงทรงมีสุขภาพพลานามัยแข็ง
แรงพร้อมๆกับกลุ่มคนที่มาฟัง ว.วชิรเมธี ทั้งหมดตรงนั้นค่ะ บรรยากาศ
แสนจะชื่นมื่น อิ่มเอิบหัวใจและนับเป็นวันดีๆในชีวิตนัก
ถึงสยามพารากอนซะที
เราก็ไปเจอคุณอี๊ดเพื่อนบ้านบลอกเป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ อะแฮ่มๆ
ส่วนบรรยากาศในงานก็เหมือนอย่างที่บลอกอื่นๆเขาลงภาพไว้นั่น
แหละค่ะ คลิปเปิดตัวก็ดูกันไปหมดแล้วเนอะ(เราวิจารณ์งาน
พรีเซนต์แบบนี้ม่ะเปงอะค่ะ ขอผ่านเน้อ)
สิ่งที่อยากพูดก็คือ ของกิน
จากสปอนเซอร์ใจดีมากๆ ก็จะมี
ฮอทดอกจากร้านเชสเตอร์กริลที่คุ้นเคยกันดีอยู่ แต่ว่าวันนั้นอันนึง
มันมีมายองเนส แต่อีกอันไม่มีอะค่ะ(คาดว่าอันนั้นคงเป็นอันเดียว
ที่ลืมใส่ค่ะ ก็หัวเราะเยาะคนกินที่เจอแจ็คพ็อตไปอย่างสนุกสนาน
*แต่ก็ยังอร่อยอยู่ดีค่ะ เขาฝากมาบอก อิอิ)น้ำผลไม้100%ทิปโก้
ก็อร่อยมั่กๆ ว่าจะตามไปซื้อกินอีกคราวหน้า ไมทำอร่อยงี้วะ แถม
เย็นเจี๊ยบอีกตะหาก วันนั้นเราได้ลองน้ำองุ่นกับน้ำส้มค่ะ แล้วก็มี
น้ำแร่ออร่าล้างปากด้วย ขอบคุณมากๆที่ทำให้เราได้อิ่มอร่อยค่ะ
กับเจ้าสุดท้ายที่อยากบอกก็คือซูชิ ทำดีมากๆค่ะอร่อยมากแต่โปรดัก
อาจมีปัญหานิดหน่อย ตรงที่เราจำยี่ห้อไม่ได้..
เสียใจนะเนี่ย แล้ว
อย่างนี้วันหลังจะตามไปกินได้ไงอะ คือตอนอยู่ตรงนั้นน่ะเราเห็นชื่อ
ร้านแล้วนะคะ แต่พอกลับบ้านมาดันจำอะไรไม่ได้สักนิดเลย แต่ยังไง
เชื่อว่าถ้าเห็นอีกครั้งน่าจะนึกออกแหละค่ะ(ว่าแต่ สนใจจะแก้ตัวใหม่
ไหมคะ เรียกเราไปกินฟรี แล้วจะกลับมาเขียนให้อะ กร๊ากก
)
อยากจะบอกกับแชมป์และทีมงานนะคะ เท่าที่ได้ฟังสาระและจับประเด็น
บนเวทีที่ไมค์ติดๆดับๆ(ครั้งต่อไปอย่าลืมจ้างเจ้าอื่นนะคะ เพราะมันอาจ
ทำให้งานล่มได้ ชั้นละลุ้นแทบตาย แต่ดีที่น้องโบว์ลิงเก่งค่ะ ความร่าเริง
ของน้องเค้าช่วยให้เราผ่อนคลายขึ้นเยอะ)
เราคิดว่าทีมงานคงอยากรู้ ว่าทำไมเราๆท่านๆถึงเขียนบลอกที่เอกซ์ทีน..
แชมป์คะ จากที่เราได้รู้จักกับอินเตอร์เน็ตเพียงไม่กี่ปี ลองถูกลองผิด และ
ล้มลุกคลุกคลานขนาด.. เราเคยส่งอีเมล์ครั้งแรกในปี 2541 โดยการ
พิมพ์อีเมลแอดเดรสของเพื่อนฝรั่งคนหนึ่ง ลงในช่องใส่ URL ตรงๆ เพื่อ
ที่จะส่งอีเมล์มาแล้วอะค่ะ(โอ๊ย กล้าเล่าได้ยังไงเนี๊ยย)นานมากแล้วที่เรา
อยากจะเจอเพื่อนเก่าในอินเตอร์เน็ต เพราะอินเตอร์เน็ตคือโลกใบใหม่..
วันนึงเราก็ได้รู้จักกับเวบลอกแห่งหนึ่ง(มีคนแนะนำให้มาเขียนที่เอกซ์ทีน)
จะเห็นได้ว่าเราสมัครมาตั้งแต่ปี 2005 แล้ว แต่ก็เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง
เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะเอามันมาทำอะไรดี ..ในขณะที่เราก็ทำอย่างอื่นไป
พลางๆ คุยกับคนในโลกไซเบอร์ทางอีเมล(ตอนนั้นสมัครยะฮูแล้วจ้า หาย
เสี่ยวแระ) มีบางครั้ง ที่กลับมาเช็คบลอกที่ตัวเองลองเขียนลงไปดู ก็
ปรากฏว่ามีคนในเอกซ์ทีนเข้ามาทักทายเราอยู่ทุกระยะ และเรียกให้เขียน
บลอกอีกๆนะเขาอยากอ่าน(555 เป็นความน่ารักของสังคม exteen)
ในขณะที่อุณหภูมิการเมืองร้อนระอุ สังคมชาวเวบบอร์ดเริ่มที่จะไม่บริสุทธิ์
ใจในการโพสต์ข้อความสื่อสาร ลามมาถึงเพื่อนๆที่เคยคุยกันผ่านเวบต่างๆ
เราคิดนะ ว่าการเขียนบลอกเป็นโอกาสในการแสดงตัวตนของเราได้ ผ่าน
กาลเวลา ผ่านแต่ละเอนทรี ซึ่งมันเหมาะสมแก่สถานการณ์ยามนี้มาก เพราะ
มันมีพื้นที่มหาศาลสำหรับตัวอักษรและจัดเรียงหน้าให้เหมาะสมกับการทัก
ทายได้ โดยมันเป็นสังคมที่สามารถใช้เวลาศึกษาทำความรู้จักกันไป
..ส่วนคนที่เอกซ์ทีนเราก็ไม่รู้ว่าด้วยฟ้าลิขิตหรือเปล่า ที่มีแต่คนนิสัยน่ารัก
ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนดีนะ แต่ความตั้งใจของคนในนี้ก็คือคล้าย
กับตั้งใจให้ที่นี่เป็นสังคมแห่งไมตรีจิต กลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว ว่าเราจะ
ไม่สาดโคลนทะเลาะกันหรือทำตัวแย่ๆ เราค่อนข้างแสดงความเป็นตัวจริงๆ
ของเราออกไป
เหมือนเราหนีร้อน(สังคมที่มีแต่การโกหก หลอกลวง ชี้นำ ยั่วยุ แตกแยก)
มารวมตัวกัน และพบกันที่นี่น่ะค่ะ ทำให้เราเองเริ่มหันมาลองเขียนมากขึ้น
บ่อยขึ้น ค่อยๆเรียนรู้ทั้งตัวเองและเรียนรู้สังคมนี้ทั้งระบบ จนกระทั่งเราเริ่ม
ที่จะเข้าใจบทบาทตัวเองในเอกซ์ทีน(มีกะเค้าด้วยเหรอ) จนในที่สุดก็
เกิดการเปลี่ยนธีมที่คิดว่าเหมาะกับเราได้ แล้วเราชอบมากด้วย จนต่อมา
ที่ความสัมพันธ์กับเอกซ์ทีนสุกงอมได้ที่..เอกซ์ทีนก็เปลี่ยนโฉมใหม่พอดี
มันเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน ที่ว่ามีใครอยากได้อะไร อยากใช้บลอกทำอะไร
แล้วก็ประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งเราเองก็มีความต้องการที่ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
หรอกค่ะ(ก็คนสังคมเดียวกัน มักเหมือนกันอยู่แล้ว) ซึ่งการที่เอกซ์ทีน
เปลี่ยนไปครั้งนี้ก็เหมือนการตอกย้ำให้แน่ใจว่า ทีมงานก็ดูแลที่นี่เหมือนคน
รักกันเค้าดูแลกัน เราได้เห็น ได้รับรู้และศึกษาพัฒนาการของกันและกันจน
มีวันนี้ ฉะนั้น สำหรับเราเอกซ์ทีนตอนนี้มันพูดได้คำเดียวว่าเป็นส่วนหนึ่ง
ของชีวิต ไม่ต่างอะไรจากครอบครัวแล้วล่ะค่ะ
อยากจะอยู่ดูแลกันและกันไปอย่างนี้ แม้ตอนนี้เราจะยังไม่เจอเพื่อนเก่าสักคน
แต่เราก็ได้เรียนรู้ความต้องการตัวเองว่า..จริงๆแล้วสิ่งที่เราต้องการคือ
มิตรภาพต่างหาก ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะได้จากคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน
เท่านั้นเอง แต่วันนี้เราก็เข้าใจแล้วว่ายังมีเพื่อนใหม่ ที่คอเดียวกัน ความสนใจ
ตรงกัน หรือคนที่เค้าพร้อมที่จะมอบมิตรภาพที่ดีงามแบบนี้ให้เราแบบนี้อีกเยอะ
ที่รอให้เราเข้าไปค้นพบอยู่ค่ะ(ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่แทบทุกวัน) แม้ไม่รู้ว่าเรา
จะพบเพื่อนผ่านการเขียนบลอกได้ไง แต่มันก็เป็นไปแล้วอะค่ะ
และอีกอย่างนะ คนเก่งๆที่นี่มีเยอะมากๆด้วยค่ะ เห็นๆกันอยู่ว่ามันต๊องๆ
เขียนอะไรไร้สาระ แต่เอาเข้าจริง แม้จะใช้ภาษาแนวมากๆแต่ก็สามารถ
สื่อสารได้โดนใจจริงๆทั้งๆที่ไม่ต้องเขียนอะไรเครียดๆ หรือบางคนก็วาดรูป
ได้ฝีมือเข้าขั้นจริงๆค่ะ ที่นี่เหมือนกับ ชุมนุมชาวยุทธ์(นอกเครื่องแบบ)ที่
ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในอาชีพการงานสายที่ตัวเองเก่งเลย แต่ความ
สามารถปกปิดกันไม่ได้(จริงไหม) เห็นผ่านการอัพบลอกเล่นๆนี่แหละ
นี่ก็ทำให้เชื่อว่า การเขียนบลอกที่นี่มันช่วยให้เราได้เห็นคุณค่าของใคร
สักคน มันทำให้ศักยภาพของพวกเค้าปรากฏค่ะ(เหมือนอย่างรายการ
ทีวีแชมเปี้ยนที่เราได้เห็นความสามารถของคนว่ามันมีค่า แม้มันจะเป็น
เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม)
สำหรับความเห็นที่มาจากความรู้สึกขณะที่อยู่ในงานก็เป็นดังนี้แหละค่ะ
กับงานที่พารากอนของเราจบลงตรงที่สัมภาษณ์เสร็จ มาตัดสินใจเอา
ตอนสองทุ่มว่าจะไม่ดูหนังเพราะเราดันลืมดูที่ประตูโลตัสว่าเขาปิดกี่โมง
กลัวหนังจบออกมาไม่ทันเดี๋ยวเอารถออกไม่ได้อะค่ะ เลยจำต้องกลับก่อน
ด้วยความเสียดายและความงี่เง่าของเรา
ขากลับเราเดินตรงจากพารากอนไปโลตัสพระรามหนึ่งเลย เดินไปเรื่อยๆ
กินลมชมวิวเหมือนอย่างที่เคยในวันก่อนๆ ช่างมีความสุขกับการเดินจริงๆ
ขณะเดินก็ผ่านสยามเซนเตอร์ และสยามดิส เห็นหน้าร้านรองเท้าอย่าง
Villains และ Footwork กะร้านอื่นๆที่เมื่อก่อนเป็นร้านประจำของเรา
..นึกถึงวันเก่าๆที่ชอบมาเดินกับน้องแล้วใจหาย เมื่อก่อนอยากได้รองเท้า
สักคู่ ห้าหกพันก็ซื้อทันทีไม่เคยต้องคิด ตอนที่อยู่กับพ่ออยากกินอะไรก็กิน
อยากได้อะไรก็ซื้อ แต่หลังจากปลูกบ้านเองแล้ว เงินทุกบาทก็ตั้งใจว่าถ้า
หามาได้จะเอามาให้พ่อ ตอนนี้ก็โตแล้วอะค่ะ เริ่มสงสารพ่อกะแม่มาก(อี
เด็กเวร)ก็ตอนนี้ เลิกขอเงินพ่อใช้แล้ว เราหาเงินไม่เก่งเลย มันก็เลยค่อน
ข้างจะยากจนอย่างที่เห็นนี่แหละค่าพี่น้อง เอิ๊กๆ
กลับมาอุดหนุนสินค้าในโลตัสนิดหน่อย แล้วก็ขับรถกลับบ้าน ช่างเป็นวัน
ที่น่าจดจำสำหรับเรามากมายค่ะ เรามีความสุขกับวันนี้ และอยากจะเขียน
เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำค่ะ
บ้านหลังสุดท้ายของผู้แย๊วโตหลิง
ยาวจริง ๆ
ชอบตรงที่เขียนถึง exteen จังเลยค่ะ ความจริงเราก็ผ่านสังคมในอินเตอร์เน็ทมาหลายๆที่ แต่ที่นี่เรายอมรับเลยว่าได้ใจเราไปเร็วมากจนถึงวันนี่ เรายังเขียนมาแค่ครึ่งเดือนนิดๆเองมั้ง แต่เรารู้สึกว่าเรามีเพื่อน มีกำลังใจมากมายจากคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน
รวมทั้งคุณแววก็คนนึงด้วย
have a nice day ค่ะ
#1 By TheDoctorWearsPrada on 2007-11-03 09:55