Stranger Than Fiction ดีใจ(มาก)ที่ได้ดู
posted on 29 Aug 2007 17:47 by chalita in 2005-2007, favorite(เพิ่งจะได้)ดู แล้วอดเขียนถึงไม่ได้ กับหนังเรื่องนี้
Stranger Than Fiction(.)
เพิ่งฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์ราคาประหยัดกรุงเทพฯ2007
จัดขึ้นที่บ้านฉันเองเมื่อคืนนี้ ช่วงนี้เริ่มทยอยนำดีวีดีมาดูบ้างแล้วค่ะ
โดยมีสปอนเซอร์หลักเจ้าเดิมที่ให้การสนับสนุนมาตลอดทุกปี นั่นก็
คือ"แดดดี้บราเวียร์"(Daddy Bravia)..
ซึ่งในปีนี้พ่อก็หัวเสียกับฉันเล็กน้อย ด้วยพฤติกรรมประหลาดของฉัน
อาทิ ถ้าไม่มีแอลซีดีทีวี"บราเวีย"เหมือนพ่อ ฉันจะประท้วงอดดูหนัง
แผ่นทุกเรื่องไปเลย และฉันเข้าใจดีว่าพฤติกรรมของฉันมันงี่เง่า
อะ..เข้าเรื่องดีกว่า
เริ่มจากปกดีวีดีของหนังเรื่องนี้ ..ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกันว่าทำไม
ฉันถึงให้ความสนใจหนังทุกเรื่องที่ใช้สีขาวเป็นพื้นหลังบนโปสเตอร์ก็ไม่รู้
ทุกครั้งที่เห็นแฮนบิลหนังสีขาว ฉันจะอยากดูหนังเรื่องนั้นทันทีและตัดสินใจ
ซื้อตั๋วได้ไม่ยาก คือมันให้นึกถึงเรื่องราวที่พิเศษๆ ไม่ธรรมดา ซึ่งก็อาจจะจริง
ของฉันนะด้วยทฤษฎีของฉันเองที่ว่า ถ้าหนังเจ๋งแล้วพื้นต้องใช้สีขาวเท่านั้น
เพราะมันเป็นสีเดียวที่คงความเบสิค(basic)ซิมเปิล(simple)คล้าย
กับว่ามันไม่ต้องการเรียกร้องความสนใจแล้วละมั๊ง แบบ...
"พลอตหนังกูเจ๋งแล้วโว๊ย เอาสีขาวละกัน" เหอ เหอ
ยกตัวอย่าง เช่น Forrest Gump, First Wives Club,
Fargo(ฯลฯ) แม้หนังบางเรื่อง พอดูแล้วจะไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย
แต่ก็จะจำพลอตหนังและอะไรอีกหลายอย่างของมันได้แม่นยำเสมอล่ะ
ต่อมาคือดารา : ด้วยว่าไม่รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่พอมาถึงที่คลัง
ดีวีดีของแดดดี้บีแล้ว เขาก็ให้แผ่นหนังมาลอตนึง ซึ่งก็ปะปนกันไปทั้งหนัง
เกรดบี ซี ดี อี(ฮือๆ บอกแล้วไง ว่าไม่ใช่นักดูหนัง)เบื่อจริงๆเลย ต้องมาดู
หนังที่ไม่สนใจจะดูเนี่ย ไม่ดูก็ไม่ได้เดี๋ยวถามมาตอบไม่ได้เขาจะน้อยใจซะ
มีหนังผีเรื่องนึงที่พอเปิดมาแล้วเห็นชื่อผู้กำกับก็แทบจะปิดหนีไม่ดูแระ มัน
ชื่อ the Messengers ผลงานของ A PANG(คุง)BROTHERS
ไม่เข้าใจคนที่ชอบหนังไอ้ตี๋สองคนนี้เลย มันมีอะไรดีนอกจากได้ตกใจแต่
ไม่น่ากลัวไหมวะ อ้อ..ภาพสวยดี ถ้าปิดโรงดูกับเพื่อนสมัยเรียนสักประมาณ
200 คนรู้จักกันหมด ดูไปเฟี้ยงป็อบคอร์นใส่หัวเพื่อนไป สาดน้ำอัดลมใส่
แถวหน้าแล้วรอให้มันลุกขึ้นหันมาตบหัวเรา พร้อมเสียงโวยวายเจี๊ยวจ๊าว
แกล้งคนขี้ตกใจเวลาผีโผล่มา(หลอกๆ)หรือกรี๊ดกันให้โรงแตกพอผีโผล่
มา(จริงๆ)แล้วก็หัวเราะลั่นก็คงจะสนุกดีนะ แต่มันไม่บันเทิงเลยถ้าดูในบ้าน
คนเดียวเนี่ยะ เฮ๊ย.. บ่นนอกเรื่องอีกแล้ว
Stranger Than Fiction
(เดอะเมททริกซ์ฉบับเครื่องพิมพ์ดีด)
ดาราน่าสนใจมั่กๆ อย่างวิลแฟร์เรลนี่เราเองแทบจะรู้จักแค่ชื่อ แต่พอดูหนัง
แล้วรักตัวละครที่เค้าแสดงเลยอะ ส่วนบทอื่นๆก็มีระดับ Dustin Hoffman
และ Emma Thompson ขอแถมนิดกับ Queen Latifah นะ เพราะ
เราชอบเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่สมัยฟังเพลงเขาแล้วล่ะ ก็นะ +กับปกสีขาว
ทำให้เมื่อคืนนี้หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดู แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย
กรี๊ด Emma Thompson ในหนังเรื่องนี้มากมายค่ะ หนังเริ่มต้นด้วย
สำเนียงอังกฤษของเธอ ซึ่งวินาทีแรกที่ได้เห็นเอมมา(โผล่มาตอนฉายไป
แล้วหลายนาทีอยู่)ก็รู้สึกดีมากที่ได้เห็น แถมยังต้องประกบคู่กับควีนลาติฟา
ด้วยแล้ว(ทำไปได้)แต่กลับเป็นคู่ที่น่ารักมาก ซึ่งเราได้ดู behind the
scenes มีบทสัมภาษณ์ของ Queen Latifah ที่(ประมาณ)ว่า
เธอชอบบทของเธอในเรื่องนี้มาก เพราะมันเป็นบทตลกแบบตรงๆ คือเป็น
การพูดแบบจริงจังแล้วมันตลกไปเองซึ่งเราเห็นด้วยนะ เพราะปกติแล้วหนัง
ที่ QL.แสดง มักจะเป็นแบบตลกโหด กับคาแรคเตอร์ผู้หญิงตัวใหญ่รักความ
รุนแรง พูดแบบแรพเปอร์ หรือขับแทกซีไล่ฆ่าโจร และด่ารถแดวูซะเสียหาย
อะไรงี้ แต่เรื่องนี้เธอพูดอะไรแบบเรียบๆ เหมือนคนดีๆปกติทั่วๆไป แต่มันกลับ
ทำให้คนดูขำและคิดว่าเธอน่ารัก สมกับสีขาวที่ใช้ในโปสเตอร์หนังจริงๆ
ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงพลอตเรื่องสักเท่าไหร่ เผื่อมีคนอยากดู แต่เอาเป็นว่า
มันเป็นอะไรที่ Stranger Than Fiction(.)สมชื่อจริงๆ แม้ชื่อมัน
จะไม่น่าสนใจเลยก็ตามให้ตายเถอะ เล็กๆน้อยๆที่คิดว่าพอจะบอกได้ก็คือ
เอมมา ธอมป์สัน เป็นนักเขียนชื่อดัง ที่กำลังจะออกผลงานอันถือได้ว่าเป็น
มาสเตอร์พีซของเธอชิ้นหนึ่ง ส่วน วิล แฟรเรล ก็เจอกับเรื่องประหลาดที่ต้อง
ไปพบจิตแพทย์จนมาลงเอยที่ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรม อย่างดัสติน
ฮอฟแมน เพื่อที่จะสืบว่าเรื่องประหลาดนี้ มันอาจจะคร่าชีวิตเขา หากเขาไม่
ยับยั้งมันเอาไว้
หนังมันโดดเด่นที่การเล่าเรื่อง(ไม่เพียงแต่พลอตที่ไม่รู้ว่าเค้าคิดได้ไงอะ)
และที่เราชอบก็คือสถาปัตยกรรมในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากอาคารต่างๆ
ภายนอกภายในหรือทุกเส้นสายที่รู้สึกได้ ว่าหนังเรื่องนี้ตั้งใจโชว์งานสถาปัตย์
(เรื่องเกิดขึ้นที่ชิคาโก้)ซึ่งบรรยากาศของเมืองก็ใสสะอาดสอดคล้องกับ
เนื้อเรื่องของหนังจริงๆ(อยากมีทีมที่ทำงานได้แบบนี้บ้างจัง)
มีช่วงหนึ่งที่ตัวละครในหนังพูดถึงไลน์ของตัวมันเองว่าชอบบทหนังตอนที่
พูดถึงกีตาร์..โอ้ใช่เลยมันโดนใจมาก เพราะเราเองก็ชอบช่วงนั้นเหมือนกัน
ซึ่งมันคือฉากที่วิลแฟรเรลเข้าไปเลือกกีตาร์ในร้าน แล้วมีเสียงอธิบายถึงกีตาร์
แต่ละตัวเป็นคำพูดที่เป็นการบ่งบอกถึงคาแรกเตอร์ของกีตาร์ตัวนั้นๆ
-ประทับใจบทภาพยนตร์เรื่องนี้เจงๆ แม่งงงคิดได้ยังง๊าย-
ถ้าฉันเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ แล้วได้มาดูหนังเรื่องนี้นะ ฉันอาจจะหมด
กำลังใจทำงานไปเลย หรือไม่ก็จะมีแรงบันดาลใจสุดๆก็ไม่รู้ค่ะเนี่ย
ที่ตัดสินใจเขียนลงบลอกก็เพราะว่า ในนี้มีทั้งนักเขียนและนักอ่าน ที่หลายๆ
คนก็ชอบดูภาพยนตร์ด้วย.. เรื่องนี้มีพูดถึงการเขียนวรรณกรรมและความ
รู้สึกของตัวละคร มีการสืบสวนอยู่เล็กน้อยด้วยซึ่งเป็นแนวที่เราชอบมาก
ใครชอบบทเจ๋งๆ เขียนได้อย่างฉลาด..น่าหามาดูนะคะ(แนะนำอีกแล้ว)
มันแปลก มันสร้างสรรค์ ฉลาด ลึกล้ำ และเล่าได้สนุกเชียวค่ะ ตอนใกล้จบ
คนดูมีลุ้นมากมาย เราลุ้นมากกว่าตอนดูเอเลี่ยนส์ซะอีก ทั้งๆที่บรรยากาศก็
แสนจะธรรมดา และหนังมีแต่สีขาวค่ะ.. ใครกำลังหม่นหมอง ดูเรื่องนี้ก็น่า
จะดีขึ้นได้เหมือนกันนะนี่ ใครอยากดูอะไรเรียบๆ "ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา"
รับเรื่องนี้ไว้พิจารณานะคะ หรือใครดูแล้วก็เข้ามาคุยกันได้
ที่สำคัญเราเองก็กำลังเขียนหนังสืออยู่ ถ้าเราเป็น Karen Eiffel..
เราจะเขียนให้โจรใต้และคนโกงชาติทุกคนหัวขาด และลงไปแดดิ้นตาย
อัพแล้วดีกว่าค่ะ ถ้าหลุดอะไรไป จะมาแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง สุดท้ายนี้
ถ้าคิดว่าคุณมีตัวตน ก็จงอย่าทิ้งชีวิตตัวเองไปกับกิจวัตรประจำวันซ้ำซากนะคะ
ขอกรี๊ด Emma Thompson อีกสักที (กรี๊ด)
คุยกับจข.บล็อก 

เราจะเขียนให้โจรใต้และคนโกงชาติทุกคนหัวขาด และลงไปแดดิ้นตาย
[ ดู เป็นคน จริงจัง จังเลยนะค่ะ ~
#1 By MR.ฺBorther on 2007-08-29 19:05