เอนทรีนี้เขียนไว้ยาวฮ่ะ

คุณๆขาประจำท่านใดไม่มีเวลาอ่าน

ก็มาเมนท์คุยกันเฉยๆได้

..ไม่ว่ากันฮ่า..

------------------------------------------

วัตถุประสงค์ของเอนทรีนี้

1. กล่าวถึงพระราชกรณียกิจ ที่ต้องการส่งเสริมดนตรี

คลาสสิคในประเทศไทย

2. กล่าวถึงความรักที่มีต่อราษฎรของพระองค์

3. ชวนให้มาดูดนตรีกัน (แอบช่วยงานพระองค์นิดหน่อย)

4. ระบายความปลื้ม

5. เตือนให้เราสมถะ พอเพียง ดูพระองค์เป็นแบบอย่าง

6. ฯลฯ

(หลายวันแล้วล่ะ ที่ดูข่าวในพระราชสำนักแล้วอยากเขียนเรื่องนี้)

เรื่องก็มีอยู่ว่า... มื่อ 2 ปีก่อน(พ.ศ.2548)

ปีนั้น เป็นปีที่เราได้ไปดูการแสดงดนตรี วงดุริยางค์ซิมโฟนี

บ่อยที่สุด นับจากปี 2545 กล่าวคือ มีโอกาสได้ไปดูตลอดทั้งปีเชียว

(สำหรับเราแล้วมันไม่ง่ายเท่าไหร่ที่จะได้ไปดูคอนเสิร์ตแบบนี้)

เพราะ...

1. ต้องมีเพื่อนไป (ไม่รู้ทำไม ถ้าให้ไปดูคนเดียวจะขี้เกียจ)

2. มีตังค์ซื้อตั๋ว หรือไม่ก็.. ถ้าเป็นรายการที่ชมฟรี

ก็จะดีหน่อย(จริงๆแล้วดีมากๆเลยตะหาก -*-)

3. อยู่ช่วงไม่ตกข่าว(ข่าวการแสดงดนตรีนะ ไม่ใช่ข่าวประจำวัน)

4. สถานที่ไม่ไกลจากบ้านหรือที่ทำงานมาก

เพราะเล่นกันทีก็วันธรรมดาเสียส่วนใหญ่

1 ทุ่มงี้ - 2 ทุ่มงี้.. ทำงานอยู่สุขุมวิท พระราม9

เลิก 6 โมงแล้วเล่นที่สนามหลวง ศาลายางี้ ใครจะไปดูทันเล่า

ฯลฯ

*โชคดีที่ปีนั้นสบโอกาส..ได้ไปมันแทบทุกเดือนเลย*

(เพราะเป็นปีแห่งการตกงาน 555)

(ขอนอกเรื่องแอบบอกเอาไว้หน่อย)

เพราะอยากจะช่วยประชาสัมพันธ์ และเชิญชวน

ให้ไปชมการแสดงดนตรีซิมโฟนีฯกันเยอะๆ

เนื่องจากได้ยินพิธีกรหลายงานบอกบ่อยๆ

ว่าตอนนี้ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่เลย

เพราะคิดกันไปว่ามันหรู แพง และไฮโซเท่านั้นถึงจะดู

(จริงเหรอเนี่ย? ยังมีคนคิดงี้อยู่จริงๆเหรอเนี๊ย???)

..ออกตัวก่อน ว่า บ่ใช่กูรูเรื่องนี้เด้อ แค่อาศัยชอบดู

และบอกเล่าจากประสบการณ์เท่านั้นเองจ้า

*********

การแสดงดนตรีไม่ว่าจะวงแบบใด มีกี่ชิ้น.. (ดูโอ, ทรีโอ,

ควอเต็ด..ไปยันเต็มวง) ถ้ามองอย่างผิวเผินก็จะเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์ตามที่ต่างๆแบบเป็นโปสเตอร์สวยๆ

บัตรราคา1พัน-2พันบาทนั่นก็ไม่ต้องไปสนใจนะฮ๊า..

พวกนั้นส่วนใหญ่เป็นงานหรูจริงๆ(ไม่รู้ทำไมต้องหรูขนาดนั้น)

มักไปเล่นตามโรงแรมดุสิตธานี(+มีเครื่องดื่ม)

โซฟิเทล, เดอะรีเจนท์ ฯลฯ อะไรเทือกนี้

ตั๋วมักจะราคาแพงอย่างนั้นแหละ เขาจะมีทั้งที่บรรเลง

โดยนักดนตรีต่างชาติ บางครั้งก็นักดนตรีชาวไทย

ใครที่สนใจจะไปชมการแสดงดนตรีแบบนี้ ถ้าเป็นนักเรียน

จะสามารถใช้บัตรนักเรียน-นักศึกษา ซื้อตั๋วลด 50%ได้

หรือถ้าร่ำรวยอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าฐานะปานกลาง

จำต้องใช้เบี้ยไปแลกปัจจัยสี่เท่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องไปนะ

เว้นแต่เป็นเครื่องดนตรีหายาก เช่น พิณกู่เจิ้ง,

เดี่ยวฮาร์ป..อะไรงี้ ก็อาจจะต้องมีกัดฟันทุบกระปุกกันบ้าง

ซึ่งงานนี้แล้วแต่ใจรักละกันฮ่ะ..

ที่บัตรไม่ถึงหลักพันแต่หลายร้อย

ก็อาจจะเป็นวง BSO(บางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา)

วงนี้มีสมาชิกเยอะมากทั่วฟ้าเมืองไทย มักจัดแสดงตาม

ห้องประชุมโรงแรม(ไม่มีเครื่องดื่ม) ไม่ว่าจะเป็นวงแยกย่อย

สามชิ้นบ้าง สี่ชิ้นบ้าง เครื่องเป่าล้วน หรือเครื่องสายล้วน

เปียโน+เชลโล ฯลฯ ไปดูที่สูจิบัตร มักพบว่านักดนตรีที่มาเล่น

จะเป็นสมาชิกวง BSO ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องสงสัยเรื่องฝีมือ

และระดับความเป็นมืออาชีพเลย.. เพราะเขาเล่นดี

Entertain คนดูได้ดีค่ะ (เคยไปดูกะเขา ก็เฉพาะสมัยข้าเจ้า..

ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาพกบัตรอยู่เท่านั้นเองฮ่า)

ส่วนที่จะแนะนำให้(คนที่สนใจ)ไปหัดฟังดูก่อน ก็คือ

งานที่ตั๋วราคาถูก แค่ 60-100 บาท (นักเรียนได้ลดครึ่งราคา

อีกแล้วครับท่าน)*อิจฉาเด็กจริงๆเลยวุ้ย

ที่โรงละครแห่งชาติ สนามหลวง เป็นวงของศิลปากรเจ้าถิ่นมา

แสดงอยู่ประจำทุกๆประมาณ1เดือน ฝีมือก็เข้าขั้นมาตรฐานค่ะ

เลือกเพลงที่คลาสสิคดี เป็นที่นิยม ฟังแล้วบางท่อน-บางคนก็รู้จัก

โดยข่าวการจัดงานก็เดินไปดูได้ที่หน้าโรงละครกันเลย

(งั้นสิ ถึงได้พลาดบ๊อยบ่อย)

ส่วนที่พอจะหาข่าวในอินเตอร์เน็ตได้ง่ายหน่อยก็คือ

การแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดา

โดยเฉพาะงานที่สามารถเข้าชมได้ฟรี

อย่างวงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ฯ

ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ประมาณว่าจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งใครที่ไปชมก็จะมีโอกาสได้เข้าเฝ้า

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯด้วยค่ะ

เรื่องฝีมือน้องๆเยาวชนอาจจะยังสู้พี่ๆ BSO ไม่ได้

แต่ก็เล่นได้ไพเราะนะ แม้จะฟังดูลุ้นๆอยู่ไม่น้อย (อาจจะมีเกร็งบ้าง

เพราะประสบการณ์ยังน้อย แถมกำลังแสดงต่อหน้าพระพักตร์ 555)

แล้วเพลงที่เลือกก็ไม่ใช่เพลงที่ฟังยาก

บางงานก็ใช้เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงหลายเพลง

ทำให้ฟังเพลินมากเพราะเป็นเพลงที่คุ้นหู

โดยในปีดังกล่าว(2548) เด็กไทยอย่างวงจุลดุริยางค์ ดร.แซค

เชมเบอร์ ออร์เคสตร้า (Dr.Sax Chamber Orchestra)

เขาไปคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวงดนตรีเยาวชนคลาสสิค ระดับ

นานาชาติ (International Youth ChamberMusic

Competition)ปี 2005 (IYCC)*จัดขึ้นที่เมืองอินเตอร์ลาเก้น

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน

* คลิ๊ก อ่านรายละเอียดข่าวได้ค่ะ

หลังจากที่เขาชนะเลิศมาสดๆในปีนั้น ก็มาเล่นโชว์ที่

ศูนย์วัฒนธรรมฯด้วย เราเลยมีโอกาสได้พิสูจน์ฝีมือของพวกเขา

ขอบอกว่าเก่งจริงสมกับตำแหน่งแชมป์ อดภูมิใจไม่ได้เลยค่ะ ^_^

**อยากเชิญชวนให้ช่วยกันส่งเสริมเด็กไทยเล่นดนตรี

กันเยอะๆนะคะ และช่วยส่งเสริมการฟังดนตรีคลาสสิคใน

ประเทศเราด้วย โดยการไปหาชมกันนะคะ

--ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ--

เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

คนที่เป็นแฟนการแสดงดนตรีคลาสสิค หลายคน

จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระพี่นางกันอยู่บ่อยค่ะ เราเองก็

เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่ง..มีครั้งหนึ่งที่เราประทับใจมากคือการแสดง

ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2548

ที่ชื่อว่าสองทศวรรษดุริยางค์เยาวชนไทย ครั้งที่ 2

โดย Thai Youth Orchestra Concert (วงดุริยางค์เยาวชนไทย)

Programme (รายการเพลง)ในคืนนั้นคือ

- La Battaglia Andriano Banchieri

- The Four Seasons (Spring) Op. 8 Antonio Vivaldi

- Love in Spring H.M. King Bhumiphol Adulyadej

- Lao Chomdong Thai Traditional Song

- Symphony No. 6 in F Major Op.68 Pastoral Ludvig Van Beethoven

- Overture Coriolan Op.62 Ludvig Van Beethoven

- Piano Concerto No.1 Ludvig Van Beethoven

- West Side Story Leonard Bernstein

- Sri Ayudhaya Pra Jenduriyang

- Alexandra H.M. King Bhumiphol Adulyadej

วาทยากร : สุทิน ศรีณรงค์

Conductor : Suthin Srinarong

ศิลปินเปียโนรับเชิญ : จามร ศุภผล

Guest Piano Soloist : Jamorn Suphapol

หัวหน้าวง : พินทุสร ศรีณรงค์

Concertmistress : Pintusorn Srinarong


เป็นเรื่องที่เราเล่าให้ใครต่อใครฟังบ่อยๆนะ

ที่ในค่ำคืนนั้นเรานั่งชมการแสดงโดยได้อยู่ใกล้ที่ประทับมากๆ

เรานั่งอยู่ด้านหลังพระองค์เพียง 2 แถวเก้าอี้ และถัดมาทางขวา

เพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น เป็นความปลาบปลื้มใจมากมาย ที่เรา

เป็นเพียงราษฎรธรรมดาๆ เดินเข้ามาดูคอนเสิร์ตโดยที่

เราไม่ได้เป็นแขกวีไอพี หรือซื้อบัตรการกุศลแพงๆแต่อย่างใด

เราเข้ามาตัวเปล่าๆเนี่ย ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าพอมาถึงแล้ว

จะได้เข้าเฝ้าพระองค์ซึ่งเป็นถึงพระพี่นางเธอของพระมหากษัตริย์

ของเรา โดยที่ตลอดงานเราอยู่ใกล้พระองค์ในระยะเพียง 3 เมตร

เท่านั้น.. จริงๆ(น้ำตาซึม ซึ้ง T_T)

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วถึงความรักในประชาชนของพระองค์

ความติดดินไม่ถือเนื้อถือตัว และความสันโดษสมถะ

เราเองได้ประจักษ์แก่สายตา โดยที่พระองค์เสด็จชมการแสดง

ตลอดทั้งงาน มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน และมิได้กันที่นั่งออกจาก

คนทั่วไปเลย ..ถัดจากคนติดตามแล้ว คนทั่วไปอย่างเรา

ก็นั่งเก้าอี้ตัวถัดมาได้ โดยครั้งนั้นเป็นครั้งแรก ที่เราได้มีโอกาส

เข้าเฝ้าพระองค์ แล้วรู้ไหมว่า..ไม่มีการค้นกระเป๋าก่อน

เข้างานใดๆทั้งสิ้น เหมือนคอนเสิร์ตปกติทุกอย่าง...

ที่พูดแบบนี้ก็เพราะถ้ายังจำกันได้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังมีคนที่คิด

ว่าตนเองเป็นผู้ทรงอำนาจ และคิดว่าตนมีบารมีอันแสน

ใหญ่หลวงบางคน ที่กำลังดำรงตำแหน่งผู้นำ(ทางการเมือง)

ของประเทศเราอยู่ในตอนนั้น

เราพอจำได้..ว่าช่วงนั้นๆไม่ว่าเราจะไปที่ไหน

จะต้องมีตำรวจมาคอยค้นกระเป๋าเราอยู่หลายครั้งหลายครา

ยิ่งตอนที่มีข่าวลอบทำร้ายผู้นำคนนั้นๆ ก็ยิ่งเกิดเหตุการณ์

ประหลาดอยู่เรื่อยๆ ราวกับว่ามีกลุ่มคนที่วิเศษวิโสอยู่กลุ่มหนึ่ง

ที่วิเศษกว่าเรา และเราไม่ใช่พวกเขา ซึ่ง..วันดีคืนดี เขาก็เกิดรู้สึก

หวาดระแวงขึ้นมา ว่าตนเองจะประสบภัยอันเกิดจาก

คน(ที่แสนจะ)ธรรมดาอย่าง"พวก"เรา

ไปเดินสวนจตุจักร วันแย่ๆวันนึงก็มี(บอดี้)การ์ดมาปิดทางเดิน

มาล้อมเกาะห้ามเราเข้าไปในบริเวณกว้างเชียวละ...ซึ่งใครจะ

เดินต่อก็ไม่ได้นะ ต้องรอให้พวกเขาไปก่อน ให้เขาเดินเสร็จก่อน..

เราก็นึกว่าใครมาเหรอ? เป็นคนสำคัญขนาดมาเดินเที่ยวแล้ว

การ์ดต้องคอยกันคนไม่ให้เข้ามา ซึ่งที่นี่มันสวนจตุจักรนะ..

ถ้าเป็นคนสำคัญมากๆ ก็ไม่น่ามาเดินเที่ยวสถานที่แบบนี้

ซึ่งก็ปรากฏว่า เป็นครอบครัวของผู้นำคนดังกล่าวนั่นเอง

นึกอยากจะมาเที่ยวก็มา แล้วยังปะปนกับคนทั่วไปไม่ได้

ต้องกันคนทั่วไปออกให้หมด แล้วให้ตัวเองกับพวกพ้อง

เดินเล่นกันตามใจชอบ ราวกับเป็นเจ้าของประเทศ ?

... เรารู้สึกว่าแบบนี้มันทำเกินไปหน่อยนะ...

ไหนจะเรื่องที่เราต้องเปิดกระเป๋าให้ ค้น.. ค้น.. แล้วก็ค้น

ไปเสียทุกที่ เพราะเขาไม่ไว้ใจ คนไทย ผู้ทุกนาม

ไม่ว่าหน้าไหน

เราประหลาดใจว่าทำไมหนอ? คนที่อ้างว่าตนมีบารมี

ที่มาจากการมีคนรักและสนับสนุนเป็นหลักสิบๆล้านนั้น

ถึงได้กลัวคนธรรมดาๆอย่างเรา

แต่เรากลับอยู่ใกล้พระพี่นางในคอนเสิร์ตได้

โดยไม่มีพิธีรีตองใดๆ มีก็เพียงยืนรับเสด็จ ขณะที่ท่านกำลังเสด็จ

(เดินมา)เข้าที่ประทับ โดยนักดนตรีบรรเลงเพลงประจำขณะเสด็จ

เท่านั้นเอง(ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาเรียกเพลงอะไร..แหะ)

ซึ่งเราเต็มใจยืนรับเสด็จมาก เพราะใจจริงอยากจะเข้าไปกราบ

ใครก็ตามที่รักเรามากมายขนาดที่เรารับรู้ได้ถึงเพียงนี้น่ะ

เราประหลาดใจ ว่าเราได้ชมคอนเสิร์ตของเด็กๆ ที่พระองค์

ให้ความอุปถัมถ์ ฟรี ประหลาดใจว่าการแสดงที่ได้เข้าเฝ้าพระองค์

ไม่เห็นบอกให้เราต้องแต่งกายสุภาพ หลายครั้งที่เราไปดูดนตรี

โดยสวมกางเกงยีนส์ กับเสื้อทีเชิร์ตธรรมดาๆ

นับว่าวัฒนธรรมนี้ทำให้เรารู้สึกได้ ว่านี่คือเรื่องง่ายๆ

การจะไปชมดนตรี ไปนั่งฟังเพลงคลาสสิค มันก็มีเท่าเนี๊ยะ

ซึ่ง พระเจ้าแผ่นดิน อยากให้เราอยู่ที่นี่อย่างง่ายๆ แบบเรียบง่าย

การชมดนตรีไม่ใช่พระราชพิธี และคนอย่างเราๆก็มีสิทธิ์ดูได้

เป็นตัวของตัวเองได้ โดยเราก็ใช้ชีวิตอันแสนจะธรรมดาไปสิ

แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มีโอกาส ที่จะเข้าเฝ้าพระองค์

แบบไม่ทันตั้งตัวกันได้ทั้งนั้น

(นี่เป็นเรื่องดีๆ ที่เชื่อว่าคนประเทศเราเท่านั้นแหละ ถึงจะมีสิทธิ์)

บ้านนี้เมืองนี้ ดูดนตรีไม่ต้องใส่ชุดราตรีเลยนะฮ๊า จ๊าบไหมล่ะฮ๊า..

และใช่ ไม่มีการค้นตัว ค้นกระเป๋าแต่อย่างใด..

เพราะเขาไม่ได้สำคัญตัวว่าจะมีใครปองร้ายท่านใช่หรือไม่ หรือ

การที่คนทำแต่ความดีนั้น ย่อมไม่มาเฝ้าคิดถึงการถูกลอบทำร้าย

แล้วก็ใช่ ไม่มีใครคิดจริงๆด้วย

เราเปรียบเทียบเพราะในปีเดียวกันนั้น ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง

ที่เราขับรถไปรอรับแม่เราที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลมิชชั่น

(อยู่ถนนพิษณุโลก) ด้วยเราเองตอนเกิด แม่ก็คลอดเรา

ที่โรงพยาบาลนี้ และถนนพิษณุโลกก็เป็นเส้นทางที่เรา

แสนจะคุ้นเคย เพราะบ้านเกิดเราก็อยู่ตรงสี่แยกอุรุพงษ์นั้นเอง

บ้านเราอยู่ถนนเพชรบุรีซอยต้นๆ ซึ่งมันเชื่อมต่อกับถนนพิษณุโลก

แบบขับตรงๆเข้ามา ราวกับมันเป็นถนนเส้นเดียวกันยังไงยังงั้น

จากปากซอยบ้านเราไปถึงหน้าบ้านพิษณุโลก ระยะทาง

ไม่ถึง 1 กิโลเมตร ถนนพิษณุโลกเป็นถนนที่ใหญ่มีถึง 8 เลน

วิ่งรถสองทาง และมีเกาะกลาง

โดยเฉพาะฝั่งโรงพยาบาลมิชชันนี้ ก็เชื่อมต่อกับถนน

ที่เป็น one way (เดินรถทางเดียว) ถึงสองฝั่ง


ฉะนั้นมันจึงเป็นถนนที่โล่งมากก เพราะรถที่จะผ่านมัน

มีเพียงรถประจำทาง กับรถส่วนบุคคลที่ยูเทิร์นมา และรถบางคัน

ที่มาจากช่องจราจรมวลชน(โดยสารเกินสามคน) ที่ตำรวจอนุโลม

ให้วิ่งผ่านได้ในชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น

เชื่อไหมว่าในเช้าวันอาทิตย์อันแสนจะสงบร่มเย็น

ของกทม.วันหนึ่งในรัฐบาลที่แล้ว ฉันจอดรถริมถนนว่างๆที่

ชื่อพิษณุโลกไม่ได้ ทั้งนี้ ด้วยสาเหตมาจาก

..มันอยู่ใกล้บริเวณบ้านพิษณุโลกมากไป..

รถสีขาวไม่ติดฟิล์มกระจกใสแหน๋ว จอดอยู่ริมถนนกลางวันแสกๆ

บริเวณที่ฟุตบาธไม่มีแถบสีขาวแดง ขาวดำหรือขาวเหลืองใดๆทั้งสิ้น

ห่างจากประตูบ้านพิษณุโลกประมาณ 50 เมตร

คนขับ..จอดรถ ดับเครื่อง ลงจากรถ เดินย้อนไปนั่งรอแม่ที่ป้ายรถเมล์

ที่อยู่ไกลออกไปอีก 50 เมตร ซึ่งรถเมล์คันดังกล่าว เพิ่งออกจากป้าย

ซอยกิ่งเพชร กำลังจะผ่านป้ายอุรุพงษ์.. ผ่านสี่แยก และจะมาถึง

ป้ายถัดไปซึ่งก็คือ บ้านพิษณุโลกที่เรานั่งอยู่นั่นเอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ ที่จอดรถริมถนนตรงจุดนี้ เพื่อรอรับ

คนที่จะไปทางเดียวกัน ให้โดยสารไปรถคันเดียวกันน่ะ

รัฐบาลไหนชั้นก็ทำแบบนี้ได้เสมอ ยกเว้นรัฐบาลที่แล้ว...

ทหารหน้าประตูบ้านพิษณุโลกเดินมาเรียกฉัน แล้วสอบถาม

ว่าจะไปไหน จอดรถรอใครหรือ? ฉันก็บอกเขาไปตามจริง..

ทหารทำท่าเข้าใจนะว่า เออ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำได้

แต่เขาขอความร่วมมือว่า ช่วยเลื่อนรถไปจอด

ในเวิ้งแท็กซี(ที่มีแถบขาวเหลือง)หน้าประตูทางเข้า

บ้าน(พิษณุโลก)หน่อยได้ไหม (ให้อยู่ในสายตาของทหาร)

ประมาณว่า...เพื่อความปลอดภัยของทั่นนายกรัฐมนตรี

(เขากลัวการถูกลอบทำร้ายอ่ะ....)

ฉันหัวเราะ ฮ่าๆๆๆ ได้สิคะ ให้แม่ฉันที่แก่แล้วออกแรงเดิน

สัก 100 เมตรจะเป็นไรไป ทั้งนี้เพื่อรักษาสุขภาพจิตของ

ท่านผู้นำเอาไว้ ท่านจะได้มีเวลาคิดทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ในบ้านพักประจำตำแหน่งอย่างสบายใจ เหอ เหอ เหอ

และแล้ว.. หม่ามี๊ข้าเจ้า ก็ลงรถมาไม่เจอ และยืนเหวอ..

ชะเง้อมองหาอยู่นาน เพราะก็เพิ่งบอกแม่ไป ว่าฉันอยู่ที่ป้ายรถแล้ว

เมื่อ 1นาทีที่ผ่านไปนี้เอง แม่คง งง ว่าพอลงมาแล้ว ทำไม

ไม่เจอรถมันฟร่ะ ฉันเองก็กว่าจะเลื่อนรถเสร็จ และลงเดินย้อน

ไปอีก 100 เมตร ก็ไม่ทันที่แม่จะลงจากรถมาเห็นได้เลย

คนแก่สายตาก็ไม่ดี เอะอะมองหาไม่เจอ ก็จะควักโทรศัพท์ขึ้นมา

โทรหากันอีกครั้งแล้วนั่น (หาเรื่องเสียเงินเสียทองอีกแล้ว

แม่ใช้ AIS ด้วยสิ ยี่ห้อเนี๊ย มันคิดแพงง..รู้ไม๊)

กว่าจะเจอกัน แล้วเดินกลับมาขึ้นรถนั้น ทหารคนนั้น+เพื่อนๆ

หายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ เลยไม่ได้พิสูจน์เลยว่าแม่ฉันมาจริงๆ

แล้วเรากำลังจะไปจากที่นี่ ว่าจะลาซักหน่อย(ไปลา-มาไหว้เฟ๊ย)

ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะหายระแวงหรือยังนะ หึ หึ หึ

เรื่องนี้..ผิดกับพระราชวังสวนจิตรลดาของในหลวงลิบลับ

ฉันจะไม่เปรียบเทียบอะไรให้ระคายเคืองพระองค์หรอก

เอาเป็นว่า..ทางเดินรอบวังสวนจิตรลดานั้น ใครไปใครมาก็เห็นว่า

เป็นที่ๆร่มรื่น เราไปนั่งพักเหนื่อยที่นั่นได้ จ๊อกกิ้ง โดดตบ กินข้าว

ยืดเส้นยืดสาย ปั่นจักรยาน โยนขนมปังให้ปลา และอื่นๆอีกมากมาย

เป็นที่พักผ่อนและที่ออกกำลังกายของคนกรุงเทพอีกแห่งเชียวละ

เมื่อก่อนแก็งค์จักรยานข้าเจ้าก็ไปปั่นๆๆกันรอบวังพระองค์นั่นแหล่ะ

เหนื่อยก็พัก ซื้อขนมปังโยนให้ปลา เด็กๆเล่นกัน

หัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มีความสุขท่ามกลางการรักษาการณ์

ของทหารรอบๆวัง(ยืนนิ่งดีจังนะตัวเอง)

บางทีเราก็เอาขนมปังที่ซื้อให้ปลามานั่งกินเองบ้าง ที่สระน้ำ

รอบพระราชวังนี้เอง ที่ทำให้เด็กอย่างฉันรู้ว่าปลาช่อน..

ต่างจากปลาดุกยังไง (แต่นกพิราบกะเต่านั้นพอรู้อยู่อ่ะนะ)

บางทีเต่าก็ขึ้นมาขอขนมปังกินกะเขาด้วย เราก็ให้มันกินดีๆ

แต่บางทีเราก็เอาขนมปังอัดหัวเต่า หรือเหน็บไว้ที่กระดองเต่า

แล้วปลาก็จะดีดตัวขึ้นมากินขนมปังบนหลังเต่าเป็นสิบๆตัว

แล้วเราก็จะรอดู..ปลานับสิบกดเต่าจมน้ำ เอิ๊กๆๆ(ง่า..เป็นเด็กเวรพอดู)

ไม่เห็นพี่ทหารเขาว่าอะไรเลย

ขอแถม เพราะวันนี้ไม่ค่อยสบายใจ...

เรื่อง เรามีประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ซึ่งพระองค์ท่านรักเรามากมาย ทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเรา

ท่านทรงงานอย่างทุ่มเทมาทั้งชีวิต เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเรา

แผ่นดินนี้ เป็นของพระมหากษัตริย์ค่ะ แต่ท่านใจดีขนาดไหน

ที่ให้เราอยู่กันตามสบายโดยไม่หวง ไม่ทวง และไม่ห้าม

จนบางคนมันลืมตีน ขนาดคิดว่าเราน่าจะ

ปกครองตัวเองได้โดยไม่ต้องผูกพันกับพระองค์..

ประชาธิปไตย หรือระบอบการปกครองใดๆก็ตามในแต่ละ

ประเทศล้วนแตกต่างกัน สำหรับประเทศเราแล้ว เราเห็นว่า

เป็นแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว เรามีความสุขมากที่ได้อยู่กับพระองค์

เราเคยขอประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็ทรงให้เรา

เราได้มันมาแบบนี้ มิใช่ได้มาจากการกบฏ หรือยึดดินแดน

จากคนพื้นเมืองแต่อย่างใด เราอยู่กับราชวงศ์นี้มานาน

เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ขจัดทุกข์ภัยและปัญหาให้เรามาหลาย

ต่อหลายครั้ง โดยที่เราเห็นมากับตา อยู่ในสำนึกเหลือหลาย

เราควรรักพระมหากษัตริย์ของเรา

ใครที่บอกว่าพวกเราควรจะปกครองตัวเอง

โดยปราศจากพระองค์นั้น ต่อมจิตสำนึกมันคงพิการแล้ว

ฉันขอสาปให้มันตายกลางทะเลลึกไร้ร่องรอย

ไม่เหลือหลักฐานให้คนที่มันรักได้ประจักษ์ว่ามันตายแล้ว

ให้มหาสมุทรสูบมัน และย่อยร่างมันก่อนที่จะสัมผัสพื้นพิภพใดๆ

อย่าให้มันได้แตะผืนแผ่นดินอีกเลย ไม่ว่าจะชาติไหน สาธุ

สุดท้ายนี้ ข้าเจ้ารักในหลวงมากๆ ดูพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง

เราควรติดดิน ไม่เว่อร์ และอย่าลืม..ส่งเสริมให้เด็กเล่นดนตรี

ส่งเสริมตัวเองเล่นดนตรี และส่งเสริมการชมดนตรีด้วยจ้า

(เสร็จซักทีนะ ดองนานมากเลยๆ เหอ เหอ เหอ.)


edit @ 2007/06/29 15:28:25

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

คนที่เบียดเบียนคนอื่นมากๆ ก็ย่อมกลัวโดนทำร้ายแหละเจ้...

#1 By Authorized by Contessa I on 2007-06-29 12:19

เฮ๊ย ยังเขียนม่ะเสร็จ..!!!

อุตส่าห์แอบๆซุกไว้ยังมีคนเห็นอีกนะ แหมตาไวจริงจิ๊ง.. ดองไว้นานไปหน่อย เปิดมาเจอทั่นเค้าท์มาคอมเมนท์แระ..โต่ะจายยโหม่ะเลยอ่า

แฮ่...
เหอ....
Dr. Sax เป็นวงที่ดีจริงๆ นะครับ

มีCD อยู่...

#3 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-07-01 16:47

แวะมาแอบอ่านแฟนของวง อย่าลืมมาดูอีกนะครับ
Concert Thai Youth Orchestra อังคารที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ศูนย์วัฒนธรรม
http://www.pantown.com/board.php?id=13220&area=4&name=board1&topic=5308&action=view

#4 By tyo (58.64.40.229) on 2007-07-04 01:31

The Celebration for The 84th Birthday Anniversary Of
H.R.H.Princess Galyanivadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra
งานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุ ๘๔ พรรษา
Thai Youth Orchestra, Office of the National Culture Commission, Under the Patronage of H.R.H. Princess Galyanivadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra
วงดุริยางค์เยาวชนไทย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

Proudly Present ภูมิใจเสนอ

Nom Klao Tawaay Praporn Chai Concert
คอนเสิร์ต

#5 By tyo (58.64.40.229) on 2007-07-04 01:33

อ่ะจ๊าก ไทยยู๊ธฯมาเอง

โห๊ยย ไปแน่นอนค่ะ ขอบคุณมากที่มาบอกค่ะ ไปๆๆๆๆ เพลงดังๆทั้งนั้นเลย ฮี๊ว...

-ว่าแต่ โต่ะจายหมดเลย-

แล้ววันที่17 เจอกันจ้า ป้าจะไปให้กำลังใจค๊ะ เล่นให้เต็มที่เลยนะ ฉลอง 7 รอบกุนนักษัตรพระพี่นางทั้งที ดีใจมากเลยที่ได้รู้ แต๊งส์ๆจ้า