celebrate life 1

posted on 03 May 2007 15:54 by chalita  in 2005-2007, thought

เมื่อสักประมาณ 40 ปีที่แล้ว

ณ บริเวณทางเข้าพระบรมหาราชวังทุกๆวันเสาร์-อาทิตย์

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 13 ปีในชุดนักเรียน

ยืนคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศอย่างใจจดจ่อ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรบางสิ่ง.. เพื่ออะไรบางอย่าง...

.

"สวัสดีครับ ผมชื่อชัยวัฒน์ ผมยังเรียนหนังสืออยู่

และเป็นไกด์นำเที่ยวสมัครเล่น ผมขออาสาพาคุณเที่ยวชม

รอบๆพระบรมหาราชวัง รวมถึงวัดโพธิ์และสนามหลวง

โดยคุณไม่ต้องจ่ายเงินให้ผมซักบาท แต่ผมขอแลกกับ

การสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษเล็กๆน้อยๆจากคุณเพียงแค่

ช่วงขณะที่ผมกำลังทำหน้าที่เท่านั้น ผมต้องการฝึกภาษา

อังกฤษให้กับตัวเองด้วยวิธีนี้ ทั้งนี้.. หากแต่คุณจะกรุณาขอรับ"

ชัยวัฒน์กล่าวต่อนักท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ มีใจความ

ประมาณนี้แหละ...

.

นี่คือ เด็กชายชัยวัฒน์ หรือ(ชื่อเล่น)"บัง" เกิดและโตมาใน

ย่านตรอกหม้อ ครอบครัวเป็นคนจีนมีฐานะยากจน เขาเป็นลูก

คนที่ 7 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 10 คน ชัยวัฒน์เป็นเด็กธรรมดาๆ

ที่อยากจะพูดภาษาอังกฤษให้เก่งๆ และใฝ่ฝันจะไปเที่ยวไปเห็น

เมืองนอก ด้วยความสนใจและมุ่งมั่นอย่างแรงกล้านี่แหละ ที่ทำให้

ชัยวัฒน์สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเด็กทั่วไป . . .

.

- อ้ะ ปกติ..ชัยวัฒน์ก็เก่งกว่าใครๆอยู่แล้วนะ -

.

แต่เขาคงบอกกับตัวเองว่า "แค่นี้มันไม่พอหรอก"

เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเก่งภาษา แต่ที่มากกว่านั้น ชัยวัฒน์มีความสุข

กับการได้พบและพูดคุยกับผู้มาเยือนจากแดนไกล ที่เขาเรียกกัน

ว่า"ฝรั่ง" ผู้ที่พกพาเอาวัฒนธรรมแปลกใหม่มาสู่โลกทรรศน์ของ

ชัยวัฒน์อีกด้วย...

.

ตลอดเวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เด็กคนอื่นอาจจะไปเที่ยวเล่นแถว

บ้าน หรือไปทานข้าวกับครอบครัว แต่เด็กชายชัยวัฒน์ไปสนามหลวง

.

- คุณสามารถพบเห็นชัยวัฒน์ได้ที่นั่นเสมอ -

.

หากแต่คุณต้องเดินทางย้อนเวลาไปสู่อดีตได้ด้วยน่ะ

เพราะในปัจจุบันชัยวัฒน์ไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว

.

.

สี่สิบ(กว่า)ปีต่อมา..

.

เมษายน22, ปี2007

.

คุณชัยวัฒน์เหม่อมองบรรยากาศรอบๆเกาะแมนฮัตตัน การทำกายภาพ

บำบัดจากโรงพยาบาลโกลด์วอเทอร์ทำให้เขาสามารถออกมาเห็นโลก

ภายนอกได้อีกครั้ง หลังจากที่ปลายปีสองพันห้า(1ปีกว่าๆที่ผ่านมา)

เด็กชายชัยวัฒน์เมื่อสี่สิบปีก่อนคนนั้น ได้เจ็บป่วยเพียงเล็กๆน้อยๆ

ทว่ายาที่เขาได้รับกลับทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ส่งผล

ให้เขาเป็นอัมพาตไปทั้งตัว พูดไม่ได้และร่างกายทุกส่วนไม่ตอบสนอง

ไปร่วมเดือน แม้ในวันนี้..เขาจะต้องใช้เวลาหมดไปกับการฟื้นตัว

อย่างทรมานแสนสาหัสอยู่หลายเดือน แม้เขาจะยังไม่หายดี และจะ

ต้องนั่งอยู่บนวีลแชร์ก็ตาม แต่เขากลับคิดว่ามันดีจริงๆที่ยังมีลมหายใจ

อยู่ ซึ่งลมหายใจที่กำลังถูกสูดเข้าปอดของเขาในตอนนี้นั้น เต็มไปด้วย

กลิ่นอบอุ่นของหมู่มวลแมกไม้ที่เซนทรัลปาร์ค ในวันที่อากาศดีที่สุด

ของมหานครนิวยอร์ค เมืองที่เขาจากบ้านมาอยู่

เป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว

.

ชายในวีลแชร์คนนี้บอกกับตัวเองว่าเขาโชคดีแค่ไหน ที่กลับมา

สูดลมหายใจเข้าออกได้ด้วยตัวเอง และยังได้มองเห็นทุกๆอย่างที่นี่

เพราะเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากเขาจะต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงศีรษะ

และช่วยหายใจแล้ว เขาคิดจริงๆว่าตัวเองกำลังจะตาย...

.

.

คุณชัยวัฒน์ถอนหายใจพลางคิดถึงอดีตที่ผ่านมาด้วยรู้และสำนึก

คุณค่าของทุกวินาทีในชีวิต หลังจากที่เขาเฉียดความตายมาแล้ว

เขาพร่ำเขียนอีเมล์บอกหลานๆที่อยู่ในกรุงเทพฯบ่อยๆ ว่าชีวิตมัน

สวยงามเพียงไร ซึ่งในการเขียนอีเมล์แต่ละฉบับ เขาต้องพึ่งพา

อุปกรณ์ต่างๆเสมอ มันคงดูกระย่องกระแย่งและเป็นไปอย่างอย่าง

ทุลักทุเล เนื่องจากเขายังขยับตัวได้ไม่ดีนัก

.

..ครั้งนึงเขาเคยใช้ปากในการคาบอุปกรณ์ในการกดแป้นพิมพ์

แล้วพิมพ์เป็นข้อความเพียงสั้นๆ แต่ว่ามันใช้เวลาร่วมวันเลยทีเดียว

ในฉบับล่าสุดเขาจึงใช้ภาษาแบบออนไลน์ คือพิมพ์แบบง่ายๆ ไม่ต้อง

พิมพ์เยอะ ซึ่งหลานคนหนึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันแหม่งๆอยู่เหมือนกัน

แต่ก็ยังเข้าใจในความหมายและสิ่งที่คนส่งอยากให้คนอ่านได้รับ และก็

รู้สึกว่า...เห็นใจคนพิมพ์จังเลย

.

ด้วยใจความเหมือนอย่างเคย ข้อความตอนหนึ่ง

ที่คุณชัยวัฒน์เขียนถึงหลานทุกคน กล่าวว่า..

.

u kno, everything out there is so beautiful

and precious, the cherry blossoms, people, church,

children, dogs, birds, ducks, fresh air, green grass,

manhattan skyline, the UN, boats, planes, blue sky,

cool breeze, bridges, sky tram, train rumbling,

budding trees, church bell, town, river currents

and even cars running by.

.

take it from me, its so wonderful 2b alive.

nothing like ur mom/dad, bros/sis, children,

familly & our butiful earth,

.

indeed this is heaven.

.

so work hard, b with ur family

& loved ones and along enjoy/

celebrate life while ur young / healthy.

.

.

.

ใช่..หนึ่งในหลานหลายๆคนของเขาที่ได้รับเมล์ฉบับนี้ ก็คือยัยบ้า

ที่จับจองเนื้อที่บลอกน้อยๆ บริเวณที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้นั่นเอง

(แหม..รู้อยู่ล่ะสิ)

.

ก็นะ..พูดถึงอดีตแล้วมันอดใช้ภาษานิยายไม่ได้นินา..

ถ้าอ่านแล้วสะดุดต้องขออภัยนะ

.

ตอนแรกตั้งใจว่าจะตอบเมล์คุณชัยวัฒน์

ผ่านบลอกซะหน่อย เพราะฉันรู้ว่าเขาเข้ามาอ่านบลอกฉัน

(ฉันเรียกเขาว่า'เจ่กแขก')

แต่ไหงเขียนออกมาเป็นภาพในอดีตไปได้ก็ไม่รู้

(ตอนนี้ยังเรียกตัวเองว่า'ฉัน'อยู่เลย)

อะ -เดี๋ยวตอบเอนทรีหน้าละกัน-

.

* เรื่องทั้งหมดนี้ เบสออน(based on)เรื่องจริง

ที่มาจากคำบอกเล่า จากป๊า..บ้าง, อี๊..บ้างค่ะ

แต่เรื่องที่เกิดในปัจจุบัน ก็จากอีเมล์ของเจ้าตัวเขานั่นเลย

.

-_-* เอ๊..วันนี้เราเป็นอะไรหนอ

ดัด..จริตจัง..............?!?

.

.

.

จากข้อความในเมล์นั้น

.

ไม่ว่าที่นี่ จะใช่สวรรค์หรือไม่

แต่ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว

celebrate มันเถอะค่ะ..

.

แล้วก็อย่าลืมว่า

แม้ว่าเราจะอายุมากขึ้นไปทุกปีๆ

ไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าไหร่

มีรุ่นน้องกี่รุ่น มีหลานกี่คน

.

แม้เด็กที่เพิ่งเกิดในปีที่คุณมีแฟนคนแรก

จะโตเป็นสาว และเริ่มมีแฟนของตัวเองบ้างแล้ว

และอาจจะมาเขียนบลอก อยู่ข้างๆบลอกคุณก็ตาม

ไม่ว่าคุณจะรู้สึกแก่แค่ไหน

จะยังมีคนมองว่า คุณยังเป็นหนุ่มเป็นสาว อยู่เสมอละค่ะ

.

ฉะนั้น..

celebrate มันเถอะค่ะ..

.

ขอให้คนอ่านทุกคนมีสุขภาพที่ดีด้วย

- บ๊าย -

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อึ้งไปเลย....
มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนี้มีค่ามาก
จนไม่อยากให้มันสูญเปล่าไปวันๆ เหมือนที่เป็นอยู่...
แด่ชีวิตอันแสนสั้น และความหนุ่มสาวอันเป็นพรจากฟ้า เชียรสสสส์....

ฝากเป็นกำลังใจให้คุณชัยวัฒน์แกด้วยนะเจ้

ตอนนี้อยากจะแก่แล้วมองย้อนมาดูตัวเองตอนนี้

ปล. ขอบใจเจ้ที่คอยเข้าใจเราด้วย...

#2 By Authorized by Contessa I on 2007-05-03 21:23

^
^
โอ๊ะ สองคนข้างบนนั่น เศร้าๆ เครียดๆกันนิ ทำไงดีอยากให้หายจัง ยิ้มให้ละกัน อิอิ

+ทั่นเค้าท์ ขอบคุณสำหรับกำลังใจ และ'ยูเวลคัม'ค่ะ ส่วนความเข้าใจอันนี้ ก็ ไหนๆมันมีติดตัวมา ก็ต้องใช้ เนอะ..ๆ(ชอบเข้าใจคนอื่นอยู่เรื่อย..แต่ไม่ค่อยได้อยู่กับคนที่เข้าใจเราบ้างเลย..เฮ้อ) อ่ะเผลอบ่นซะแระ
เจ้...ไม่ได้เครัยดเสียหน่อยนะ แค่โรคประสาทกิน

#4 By Authorized by Contessa I on 2007-05-04 10:47

เหอๆ ช่วงนี้กำลังไม่ค่อยมีความสุข อ่านแล้วสุขขึ้นจริงๆ ค่ะ

#5 By \/ /\ N ฮ Z Z /\ on 2007-05-04 12:44

วันนี้มาแปลกแฮะ ไม่ได้บ่น เหมือนทุกที ถ้า นี เป็น เรื่องจิงแสดงวว่าคุณมี ตา(หรือปู่) ที่น่ารักมากทีเดียว

อ่าน แล้วรู้สึกดี แฮะ ผิดกับบรรยากาศ มาคุ แถวข้างหลังผมนี่

#6 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-05-04 17:35

อ่านแล้วได้ข้อคิดจัง

จ๊ะเอ๋ก็อยากเก่งๆ อยากไปเมืองนอกแบบคุณชัยวัฒน์บ้าง
แต่คิดตามแล้วต้องให้อนาคต ครอบครัว และความสุขไปด้วยกันเนาะ

ยินดีที่ได้รู้จักนะค้า ^^

#7 By จ๊ะเอ๋ on 2007-05-04 18:44





Dear Wawe,

You wrote a beautiful and touching blog about my childhood. The comment below may not do justice to your gifted Thai writing but I shall try.

Yes, I was that innocent and naive Thai boy whom my niece beautifully and poignantly wrote about. It was amazing how she captured my childhood memory so vivid and so clear as though it were her own. I left home for this land, big and far, called America when Wawe was just a toddler and yet she seems to be able to read my heart, my spirit and my soul. Bless you, Wawe, for growing up to be a loving and thoughtful niece whom every parent and every friend can be very proud of.

Yes, I was there on that forbidden royal ground longing for the forbidden love. I was there dreaming the impossible dreams, questing the impossible quests, touching the untouchable love and reaching the unreachable stars. This was my dream, my quest, my destiny and my journey to follow that love and that star, no matter how tabooed and how far. I climbed the mountains, swam the oceans and walked the fires to reach that dream, that love, that star, and that far faraway land, known America. Now my quest is completed and I know I can be true and grateful to this glorious and innocent love and quest of that young Thai boy, named Chaivat, standing tirelessly and fearlessly every Saturday and Sunday mornings on that sacred ground of the forbidden royal Thai palace. This same boy, now aging and disabled, shall begin his last journey home, Siam, so that his heart and his soul can be at peace and finally rest on his last breath in a far faraway land, called Siam, where it is abounded with true love, comfort and caring of the loving family, kind friends and the gracious Thais, where it is abundant with mangos, papayas, coconuts and evergreen and all year round exotic tropical fruits. Ah, my true forbidden love and heaven is none other than my very own home,Thailand, the land of the smile and the free. It was so close and yet so far to that innocent boy at the royal ground who at 15 always had the biggest dreams and the highest quests for life and for living.

Love,

Uncle Chaivat Songvutinant (Chai Song)



The Impossible Dream (The Quest) Man of La Mancha (Don Quixote)

To dream ... the impossible dream ...
To fight ... the unbeatable foe ...
To bear ... with unbearable sorrow ...
To run ... where the brave dare not go ...
To right ... the unrightable wrong ...
To love ... pure and chaste from afar ...
To try ... when your arms are too weary ...
To reach ... the unreachable star ...

This is my quest, to follow that star ...
No matter how hopeless, no matter how far ...
To fight for the right, without question or pause ...
To be willing to march into Hell, for a Heavenly cause ...

And I know if I'll only be true, to this glorious quest,
That my heart will lie will lie peaceful and calm,
when I'm laid to my rest ...
And the world will be better for this:
That one man, scorned and covered with scars,
Still strove, with his last ounce of courage,
To reach ... the unreachable star ...






#8 By Chai Song (4.78.180.214) on 2007-05-11 02:23