ณ ที่แห่งหนึ่งเหนือสายรุ้ง
posted on 14 Feb 2007 03:12 by chalita in 2005-2007, recommendedSomewhere over the rainbow
Way up high..And the dreams
that you dreamed of Once in a lullaby
...
ภาพชีวิตของเรา ปรากฏขึ้นอีกแล้ว
ภาพฝัน ครั้งหนึ่ง
ในเพลงที่แม่ร้องกล่อมเราตอนเด็ก..
ที่ไหนซักแห่ง..
สูงขึ้นไป เหนือสายรุ้ง...
...
14 กุมภาพันธ์ 2550 เราอายุ 30ปี 8เดือน 36วัน

พ่อกับอาม่า
...
เรากลับไปหาพ่อที่บ้านเก่า
บ้านที่เราอยู่มาตั้งแต่เกิด จนถึงอายุ 28 ปี
...
ระยะห่างแค่ พุทธมณฑล - ราชเทวี เท่านั้น
แต่เราไม่ได้เจอหน้าพ่อมา 2-3เดือนแล้ว
เราไม่กล้าไปหาพ่อ
เพราะขอตังค์พ่อมาปลูกบ้าน อยู่เอง
แล้วไม่มีไปคืนพ่อซักบาท(แหะๆๆ)
...
เราน่ะคิดถึงพ่อนะ
แต่คนที่อยู่รอบๆตัวเขาต่างหาก
ที่ทำให้เราไม่ค่อยอยากไป
...
เราคงไม่ใช่ลูกที่ดีของพ่อเท่าไหร่
เราไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลยซักครั้ง
แต่เราก็พยายามอยู่นะ^^
...
...
บ้านหลังเดิม ภาพเก่าๆเดิมๆ
เหมือนกับที่เคยเห็นทุกครั้งไม่มีอะไรเปลี่ยน
เพียงแต่วันนี้คนในบ้านอยู่กันบางตา
(ปกติคนในบ้านเราเยอะมาก)
ถึงได้หนีมาอยู่คนเดียวไง
ซึ่งทำไมไม่รู้ เรารู้สึกได้ว่าพ่อเหงา
พ่อชวนเรากินขนมเค้ก ไอติม โรตี
ผลไม้ ฯลฯ สารพัด
...
...
แล้วก็คุยเรื่องหนัง
เป็นเรื่องเดียวที่พ่อคุยกับเราได้
เพราะพ่อไม่สนิทกับเราเลย
(ทั้งชีวิตมีเรื่องคุยกันได้แค่เรื่องนี้แหล่ะ)
...
ฮ่ะๆๆ นึกถึงพ่อแล้วขำ
...
คิดถึงนะ..แต่ก็ไม่มีอะไรจะพูด
บรรยากาศดูน่าอึดอัดเลยล่ะ
แต่เรากับพ่อ
กลับชินกับความสัมพันธ์แปลกๆแบบนี้
มานานแล้วล่ะ..

บ้านเก่าที่เคยอยู่
...
อีกคนที่เราคิดถึงมาก
ก็คืออาม่า(คุณย่า)วัย 95 แล้ว
ทุกวันนี้ยังมีลมหายใจอยู่
แต่นอกจากลมหายใจแล้ว
ก็จะเหลืออยู่อีกไม่กี่อย่าง ได้แก่
เสียงร้องคราง เวลาที่เห็นหลานมาเยี่ยม
กับสายตาสองแบบ
...
...
แบบแรกคือมองค้อน
เพราะจำความทะเล้นของหลานอย่างเราได้
กับอีกแบบ คือเลื่อนลอย...
เพราะเบื่อมาก อยากจะหลับ
...
อาม่าเดินและพูดไม่ได้มาเกือบปีแล้ว
ร่างที่ขยับได้เพียงซีกเดียว
กับสายตา และเสียงร้องที่เล่าไปเมื่อกี้
คือ..สิ่งตอบสนองทั้งหมดตอนนี้
ที่ยังเหลืออยู่
...
อาม่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตเรา
อดคิดไม่ได้ว่าร่างและหัวใจดวงนี้น่ะหรือ..
ที่ถือกำเนิดและมีชีวิต
มาตั้งแต่เดือนมกราปี พศ.2455
...
เราดีใจที่เห็นอาม่ามองค้อนเราอีกครั้ง
ปกติสมัยยังพูดได้ เวลาโดนเราแหย่
แกจะมองค้อนเรา แล้วจะดุเรา
เป็นภาษาจีนประมาณว่า "ไอ้ติงต๊องเอ๊ย"
...
...
พอคุยกับอาม่าได้ซักพัก
ก็แน่ใจจริงๆแล้ว ว่าอาม่ายังจำเราได้
ไม่รู้สินะ
-อยากบอกว่ามีความสุขจังเลย-
...
...
เพราะไม่คิดเลย ว่าแกจะจำเราได้
หลังจากที่มีสภาพแบบนี้ มากว่า 7เดือนแล้ว
...
...
การที่เรากลับไปบ้านเมื่อวาน
ทำให้เราได้พบ
และคุยกับอาม่าอีกครั้ง
ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้..ในชาตินี้
...
ไม่ต้องรอตัวเองตาย
แล้วจึงไปพบแกบนสวรรค์
ซึ่งตอนนี้อาม่ายังอยู่ รอให้เราไปหา
...
...
เรายังมีโอกาสเล่นกับแก
ยังแหย่แกได้อีกนะ
มันเป็นเรื่องที่วิเศษมากสำหรับเราเลยละ
...
...
ที่ผ่านมา
เราก็รักและดูแลแกได้อย่างดีที่สุด
เท่าที่เราจะทำได้แล้ว
เราจึงไม่เคยมานั่งคิด
ว่าอยากย้อนเวลาไปสมัยที่อาม่ายังพูดได้
เพราะเรารู้ดี ว่าตัวเองได้แสดงความรัก
ไปจนหมดใจแล้ว
...
...
ณ วันนี้ เราไม่เสียดายโอกาสอันใดอีก
เราพร้อมมากถ้าอาม่าจะจากเราไป
เพราะเราเห็นร่างกายท่าน
มันเหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว
...
แต่กระนั้นก็เถอะ
การที่กลับไปบ้านวันนี้
แล้วยังเห็นอาม่ามองค้อนเราอยู่
เราถือเป็นกำไรชีวิตของเราค่ะ
และมันมีความหมายกับเรามากมาย
...
...
เย็นวันนั้นเรากลับมาบ้าน
พร้อมแม่ที่ติดรถมาด้วย
เพราะกลับทางเดียวกัน
แม่ใกล้หลับ ที่ร้าน She @ Mood
...
ตลกไหมคะ ที่ทุกวันนี้
ครอบครัวเราที่มีกัน 4 คน
พ่อ แม่ เราและน้องสาว
...
ยังมีชีวิตอยู่ครบทุกคน
ไม่มีใครตายจากไปไหน
"แต่ทุกคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน"
...
..คืนวันนั้น..
...
พ่อเข้านอนที่บ้านเดิมย่านราชเทวี
แม่นอนที่แมนชั่นย่านอ้อมน้อย
เรานอนอยู่บ้านเราพุทธมณฑลสาย2
ส่วนน้องสาวคงกำลังเที่ยวสนุก
และนอนอยู่บ้านเพื่อนที่ลาดพร้าว
...
...
นี่กระมัง ชีวิตครอบครัวสมัยนี้
พ่อไปทาง แม่ไปทาง เพราะมัวทำงานหนัก
หาเงินเก่งทั้งคู่
...
เลยไม่มีใครดูแลใครกันเลย ตัวใครตัวมัน
กว่าเราจะเรียนจบ..
กว่าตัวเองจะใฝ่ดี..
...
แม้ตอนนี้จะไม่ได้ทำงานประจำเหมือนคนอื่นเขา
เพราะเรากลายเป็นคนประเภท
Across The Universe
(ขวางโลก)
...
แต่เราก็ไม่เคยติดยา ตามเพื่อนบางคน
หรือจบอนาคตตัวเองในทางอื่นๆแต่อย่างใด
...
น้องสาวอาจจะกำลังสนุกกับชีวิต
แต่มันก็มีภูมิคุ้มกันต่ออบายมุขจากสังคมนี้ดีพอ
...
เห็นมันเติบโตขึ้นมา
ด้วยชีวิตงี่เง่าแสนจะธรรมดา
และในที่สุด
สามารถเลือกทำงานที่ตัวเองรัก
เราก็ดีใจแล้วล่ะ
หลายคนจะคุ้นหน้าน้องเพราะมีผลงานอยู่เรื่อยๆ
...
หลังจากไปซื้อของใช้และส่งแม่เสร็จแล้ว
นับของฝากรวมที่ทั้งพ่อกับแม่ตั้งใจ
มอบให้กินเต็มที่..คนเดียว(-_-!)
ก็เต็มพื้นที่เบาะหลังรถ
และลงมาถึงบนพื้นรถเลย
...
...
มันเยอะจนเราต้องทำบัญชีอาหารเอาไว้
ก่อนเอาเข้าตู้เย็น ใบเล็กๆ
ไม่ถึง 6 คิว (ของสาวโสด -*-)
...
อยากบอกว่าปริมาณอาหาร
ที่ทั้งคู่ฝากมาในวันนี้
คงสัมพันธ์กับปริมาณความรัก ที่เรารู้สึกได้
...
...
ก็รับรู้ได้นะ
ว่าพ่อแม่ รักเรามากมายขนาดไหน
...
...
มีช่วงนึงที่หยุดรถอยู่หน้าบ้าน
เพื่อลงไปเปิดประตู
...
...
อยู่ๆ
ภาพชีวิตของเรา
มันก็วิ่งเข้ามาในสมอง
....
...
อีกครั้งแล้ว ที่เรามี "นิมิต"
ภาพอดีตของชีวิตวัยเด็ก ปรากฏขึ้น
...
ภาพชีวิตของเรา..ปรากฏขึ้นอีกแล้ว
ภาพฝัน ครั้งหนึ่ง
ในเพลงที่แม่ร้องกล่อมเราตอนเด็ก..
ที่ไหนซักแห่ง..
สูงขึ้นไป เหนือสายรุ้ง
...
...
พ่ออุ้มเราขี่คอ กลางงานวัดที่มีชิงช้าสวรรค์
พ่อจูงมือเรา ตอนรอข้ามถนน
ตรงหน้าห้างเซนทรัลชิดลมในสมัยนั้น
เราจำได้ ว่าเราแหงนหน้าขึ้นมองพ่อ จนคอตั้งบ่า
เพื่อที่จะจดจำใบหน้าพ่อให้ได้
...
...
ซึ่งตอนนั้น เราก็ไม่รู้ว่า
เราทำอย่างนั้นทำไม
...
...
แต่ตอนนี้ เรารู้แล้วล่ะ
เราทำเพื่อที่เรา จะได้มีวันนี้ไง
..
วันที่เราจะได้เห็นภาพนั้นอีกครั้ง
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรแล้วก็ตาม
....
เราจะจดจำพ่อเอาไว้แบบนั้นเสมอ
...
...
ภาพนั้น บังเกิดภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
เร็วเท่าแสงแฟลชวูบเดียว
แต่กลับเป็นความทรงจำที่มีมายาวนานเหลือเกิน
...
...
ซึ่งภาพต่อมาที่เราเห็น
คือพ่อในวันนี้
...
...
ความชราภาพ เริ่มเข้าเกาะกุมพ่อ
เราเห็นเป็นอย่างนี้ มาพักใหญ่แล้ว
ผิดกับภาพเมื่อกี้ ที่ริมถนนหน้าห้างเซ็นทรัล
พ่อยังหนุ่มเหลือเกิน
....
...
ซึ่ง เราคิดนะ ว่า..
...
...
วันนึง..อาม่าก็จะจากโลกนี้ไป
และพ่อ กำลังแก่ตัวลง
...
วันนึง..พ่อจะเหมือนอาม่าตอนนี้
และเรา..เด็กคนที่ขี่คอพ่อ
ที่พ่อจูงมือข้ามถนนในวันนั้น
...
ก็จะเติบโตขึ้นมา
เป็นผู้ใหญ่แบบพ่อ ที่ตอนนั้น
เพิ่งจะมีลูกน้อย
...
และวันนึง
...
ก็จะมีเด็ก ที่เราไม่เคยรู้จัก
มาขี่คอเรา ให้เราจูงมือข้ามถนน
พาไปเที่ยวสวนสนุก
...
แล้วเขาก็จะเติบโตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ มาแทนที่เรา
แทนที่คน..ที่กำลังนั่งอัพบลอกอยู่ตรงนี้
...
...
ภาพชีวิตสวยงามแสนสุขแบบนี้
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ไม่รู้กี่รุ่นกี่สมัย
...
...
เราเชื่อเรื่องชีวิตภพหน้านะ
เชื่อว่าวิญญาณของเราทุกคนเป็นอมตะ
ร่างที่อาศัยอยู่อาจเป็นเพียงสังขาร
แม้จะเกิดแก่เจ็บตายสลายไป
...
แต่เราเชื่อว่าวันนึง
ดวงวิญญาณเราจะกลับมาพบกันอีก
แต่ไม่รู้ว่า"ยังไง"
...
...
เปิดประตูรั้วท่ามกลางความมืด
มองเห็นบ้านหลังเล็กๆในแสงจันทร์สลัว
อากาศหนาวเย็นของกลางคืนเดือนมกรา
หมาสองตัวที่บ้านวิ่งออกมาทักทาย
พอให้วุ่นวายทำลายความเหงาไปบ้าง
...
หลังจากดับเครื่องยนต์ทุกอย่างเงียบสนิท
มีแต่เสียงเราขณะกำลังขนอาหาร(หลายรอบ)
ออกมาจากท้ายรถเพียงลำพัง
...
...
แม้ชีวิตที่ผ่านมา
จริงๆแล้วจะไม่สวยงาม
และราบรื่นมีความสุข
เหมือนดังภาพที่จดจำไว้
...
...
แต่ความทุกข์ที่เคยเกิด
ก็เป็นเพียงสิ่งเตือนสติให้คอยรับรู้
ว่านี่ไง มันคือ"ความจริง"
...
...
รสชาดชีวิต ที่ปนขม
ผ่านการยอมรับ
จากก้นบึ้งของหัวใจเรา
ว่านี่คือ สัจธรรม
...
เรากลับซาบซึ้งที่ได้สัมผัสมัน
...
...
แม้วันนี้จะยังไม่ใช่
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ครอบครัวล่มสลายแตกแยก
ภาพทั่วไปที่คนภายนอกเห็นนั้น
ไม่มีชิ้นดี
...
...
แต่น้อยคนนัก ที่จะรู้
ว่าลึกๆในใจแล้ว
...
...
เราเองระลึกเสมอ
ว่ามันมีสายใย ของเลือดเนื้อเชื้อไข
ที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนปฏิเสธได้
หลงเหลืออยู่เต็มไปหมด
...
ความรู้สึกดีๆที่แม้ไม่เคยแสดงออก
แต่มันก็ไม่เคยจากไปไหนเช่นกัน
...
การแยกกันอยู่โดยลำพัง
กลับทำให้รักที่เชื่อมประสานเราไว้
ปรากฎชัดเจนขึ้น
...
เพราะยามห่างกันเราจะลืมเรื่องร้ายๆไปหมด
คงเหลือแต่ความคิดถึงและห่วงใย
...
...
ยามที่อยู่ตัวคนเดียว
มักถูกเพื่อนๆถามว่าเหงาไหม?
เราตอบว่าไม่เหงาเลย
แต่ไม่มีใครเชื่อ
...
...
ก็ในเมื่อรักที่มั่นคงที่สุด
อยู่รอบๆตัวเราเสมอ
และเป็นอมตะไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
เพียงพอให้เรามีสติรับรู้ได้
อยู่ทุกลมหายใจ
...
แม้ภาพชีวิตจะดูไม่สวยงามสำหรับคนอื่น
แต่กับเราแล้วทุกคนมีสิ่งนี้อยู่เท่าเทียมกัน
...
...
The colors of the rainbow so pretty
in the sky.. Are also on the faces
of people passing by
...
I see friends shaking hands Saying,
"How do you do?" They're really
saying,I...I love you
...
ส่วนคนที่จากเราไปแล้ว
สำหรับเรา..เขาไม่ได้หายไปไหนหรอก
เรายังจำสีหน้าและรอยยิ้มพวกเขาได้
ใบหน้าพวกเขามีชีวิตชีวา
ไม่ต่างไปจากสายรุ้งเลยล่ะ
...
...
"I hear babies cry and I watch them grow,
They'll learn much more Than we'll know
And I think to myself
What a wonderful world"
...
...
Someday I'll wish upon a star
Wake up where the clouds are far behind meWhere trouble melts like lemon drops
High above the chimney tops
thats where you'll find me
...
อย่าห่วงนะ เราจะได้พบกันอีก
วันนั้น ที่ปัญหาใหญ่ของเรา
กลับกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
แม้ร่างเราจะกลายเป็นควันล่องลอย
เหนือปล่องเมรุ ขึ้นสู่ฟากฟ้า
ออกไปไกล จากที่นี่ไป
...
คุณจะได้พบฉัน
...
Somewhere over the rainbow
Way up high
And the dreams that you dreamed of
Once in a lullaby
...
ที่ไหนซักแห่ง สูงขึ้นไป เหนือสายรุ้ง
...
ที่นั่น เรา จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
*ข้อความทั้งหมดไม่ใช่การแปลเพลงนะคะ แค่ว่ากันไปตามเนื้อหาในใจของคนเขียนเท่านั้น
*ขอบคุณภาพถ่าย2รูปแรก จากน้องสาว
*ส่วนภาพน้องสาว ถ่ายโดยน้องบ๊วย
*ขอบคุณอูที่ให้ใช้รูปทั้งหมดยกเว้นรูปแม่(เราถ่ายเอง)
*ขอบคุณพี่เอกสำหรับความรัก ความห่วงใยและทุกอย่างที่ตั้งใจมอบให้
"แฮบปี้วาเลนไทน์สเดย์คนอ่านทุกๆคนค่ะ"(^O^)
คุยกับจข.บล็อก 

)
ดีใจที่ได้พบทุกคนที่นี่
เด๋วตีตาย
entryนี้เข้ามาอ่านกี่ทีก็ประทับใจค่ะ
ไว่จะสิ่งไหน ในวันหนึ่งก็ต้องหายไปจากโลกนี้ และเราก็ต้องทำใจที่จะยอมรับมันล่ะค่ะ
พยายามใช้ชีวิตอยู่กับพวกเค้าให้มากที่สุด กอดพวกเค้าให้มากที่สุด ก่อนที่จะไม่มีวันได้กอดพวกเค้าอีกค่ะ^ ^
#1 By ~:+:*P.a.T.a.L.o.T*:+:~ on 2007-02-14 09:00