จั่วหัวเพราะการตลาดแท้ๆ จริงๆอยากตั้งชื่อเอนทรีนี้ว่า..
----โปรดทราบ...อเมริกาไม่ใช่พระเจ้า!!!!----
ต่างหากเล่า...

เมื่อวานดูรายการ"ชีพจรโลก"/คุณสุทธิชัย หยุ่น แล้วผิดหวังชะมัด ด้วยว่าตั้งใจจะเขียนเรื่อง"ภาวะโลกร้อน"อยู่ แต่ด้วยความบังเอิญได้ยิน spot โฆษณารายการดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ บอกว่าตอนที่จะออกอากาศสัปดาห์นี้พูดถึงภาวะโลกร้อนพอดี เลยรอดูรายการก่อนเผื่อว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆมาเป็นข้อมูลเสริม

เพราะในขณะนี้ Global Warming หรือโลกร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เราจึงนึกไปว่ารายการที่มีเนื้อหาน่าสนใจอย่างชีพจรโลกคงจะมีประเด็นใหม่ๆมานำเสนอ เพราะในความเป็นจริงแล้ว..เรื่องนี้กลับมีอีกหนึ่งประเด็นที่สวนกระแสออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ....

50% ของจำนวนนักวิทยาศาสตร์ทั้งโลก ทราบว่า Climate change เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์....

เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าจากที่ปรึกษาส่วนตัว ถึงกระทู้หนึ่งในเวบพันทิปยุคก่อนบอร์ดราชดำเนินครองเมือง ที่มีคนอดรนทนไม่ได้กับกระแสแตกตื่นของคนจำนวนมากในเรื่องภาวะโลกร้อนจนชักจะไปกันใหญ่ ออกมาพูดถึงทฤษฎีที่ตรงกันข้าม และโดนถล่มแหลกรานตามประสาเวบบ้าสงครามแห่งนี้ จนในที่สุดเจ้าของกระทู้นั้นก็งัดเอาข้อมูลอย่างผู้รู้จริงออกมาให้ติดตามกันจนที่เหลือเถียงเขาไม่ออก อะไรประมาณนั้น ซึ่งมันเกี่ยวกับเราตรงที่ เราก็เชื่ออย่างนั้นด้วย

ก่อนอื่นอยากพูดถึงเรื่อง"คน"ก่อน เราศึกษา"พฤติกรรมการทำตามๆกัน"ของมนุษย์ด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นมาตลอดและชัดเจนมากสำหรับเราคือ เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เวลาตกใจมักมองกันแต่ที่กลางๆไปจนถึงปลายเหตุเสมอ ทั้งๆที่ต้นเหตุต้องอาศัยการศึกษาที่มากและยาวนานกว่านั้น แต่ไม่มีใครสนเลย และที่แน่ๆคนเราสำคัญตัวเองผิด ขนาดนึกว่าตัวเรายิ่งใหญ่สามารถที่จะเอาชนะธรรมชาติ ควบคุมดาวโลกและสุริยจักรวาลนี้ได้แต่เพียงผู้เดียว

นึกว่า"ชีพจรโลก"จะหยิบประเด็นตรงข้ามนี้มาสู้กันอย่างเป็นกลาง และจบรายการโดยให้เราเก็บไปคิดถึงทางออกที่เหมาะสมสำหรับมนุษยชาติ แต่เปล่าเลย ทั้งรายการเอาแต่พูดถึงภาพยนตร์(หาเสียง)เรื่อง"An Inconvenient Truth" ของ อดีตว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ* อัล กอร์ (Al Gore)ในเชิงสนับสนุนตลอดทั้งรายการ อ้อไอ้ดอกจันเนี่ยหมายถึง *เป็นตำแหน่งที่อัลกอร์เขาพูดถึงตัวเองในภาพยนตร์ค่ะ ได้ยินแค่นี้ก็ชวนให้คิดแล้วว่าในหัวของเขายังหวังผลทางการเมืองอยู่หรือเปล่า? และจะว่าไปวัตถุดิบเดียวของรายการตอนที่ออกอากาศตลอด 1ชั่วโมงมีเพียงหนังของ อัล กอร์ เท่านั้นจริงๆ

โดยใช้การหยิบยกประเด็นที่(พระเอกหนัง)Al Goreได้พูดถึง มาขยายความและทำการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนไม่แคล้วเราเริ่มนึกถึงเรื่องที่ไร้สาระอย่างแรงและไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ว่าเอ๊..รายการนี้มีผลประโยชน์อะไรกับอีตา Al Gore หรือเปล่าวะเนี่ย(อย่างเสียไม่ได้) ...ซึ่งเรามีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ค่ะ ถ้าอยากทราบอ่านย่อหน้าสุดท้ายของตอนจบได้

มีข้อมูลการศึกษาปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และอื่นๆ ย้อนหลังไปถึงเมื่อ 600ล้านปีก่อน และกราฟแสดงการขึ้นลงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สัมพันธ์กับอุณภูมิโลกและฝุ่นย้อนหลังไปถึง 400,000ปีที่แล้ว โดยกราฟนี้ที่ปรึกษาทางธรณีฯของเราชี้ให้เห็นถึงช่วงที่เกิดยุคน้ำแข็ง(Ice Age) 3ครั้งล่าสุดที่ผ่านเมื่อซัก 50,000 - 70,000 ปีที่แล้ว(บังเอิญว่าดูการ์ตูนกับ The Day after Tomorrow แล้วเราสนใจน่ะเขาเลยเคยเล่าให้ฟัง)ไปจนถึงการเกิดอารยธรรมของมนุษย์หลังจากนั้น เรื่องพวกนี้ถ้ามีความรู้ที่เกี่ยวข้องอยู่บ้าง หรือถ้ามีที่ปรึกษาทางธรณีวิทยาหรือวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ จะเห็นจากกราฟว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และอุณหภูมิมีจังหวะการขึ้นลงที่สม่ำเสมออย่างเป็นวงจร ซึ่งในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อนอยู่นั้น(ซ้ายมือที่เลขศูนย์) เส้นสีน้ำเงินและเขียวกำลังกลับขึ้นไปยังตำแหน่งสูงสุดเท่าๆกับที่ผ่านมาตามวงจรทุกๆ 10,000 - 15,000ปี ซึ่งจากข้อมูลแล้ว วงจรนี้มันเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากว่าสี่แสนปีแล้ว

การค้นพบบันทึกทางอารยธรรมของมนุษย์นั้น เรามีจริงจังแค่ในยุคของอียิปต์โบราณซึ่งมันย้อนหลังไปได้แค่ 5,000ปีเท่านั้นเอง มันน้อยเกินกว่าที่เราจะบอกได้ว่าเมื่อ50,000ปีที่แล้วปรากฏการณ์บนโลกเราเป็นอย่างไร ฉะนั้นการศึกษาวงจรทางธรรมชาติย้อนกลับไปให้มากที่สุดน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงมากกว่านะ แต่เท่าที่เราฟังทฤษฎี Global Warming ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์นั้น เห็นว่าพูดถึงแต่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อแถวๆ 50 ปีที่แล้วกันเสียส่วนใหญ่ ซึ่งนี่เรากำลังพูดถึงธรรมชาตินะคะ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ไม่ทราบว่าคุณอัลกอร์มันจะบ้าไปถึงไหน?

(ต่อตอนจบ)


edit @ 2007/02/22 17:49:36

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แล้วแพนกวิ้น หมีขั้วโลก และแมวน้ำจะไปอยู่ไหนเนี่ย

#1 By RosaRossa~~* on 2007-01-31 18:19

เราคิดว่าพวกมันน่าจะเอาตัวรอดได้ดีกว่าคนเสียอีกอ่ะค่ะ เราเชื่อว่าสัญชาตญาณคือทุกสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดแล้วจริงๆ แต่คนเรากลับนิยมใช้กันแต่สมอง..มันถึงได้วุ่นวายจนโลกแทบแตกอย่างนี้ไงล่ะเจ้า...
นั่นไง...ความคิด (ที่มนุษย์สร้างในหัว) เป็นอันตรายกับมนุษย์เอง คิดดีก็ดีไป แต่ถ้าคิดละโมบเห็นแก่ตัวก้สร้างความเดือดร้อนส่วนรวม พระพุทธเจ้าจึงให้ตัดความคิดไง

#3 By RosaRossa~~* on 2007-02-01 16:45

เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนฉ่าในพันทิป รุนแรงเหลือเกิน อ่านไปอ่านมา ไม่ไหวแล้ว มีแต่ความแตกแยก เลยต้องปิดไปอย่างเงียบ ๆ และเลิกติดตามไปในที่สุด

ความเห็นส่วนตัว (อีกแล้ว) เราคงไม่ปฏิเสธหรอกว่า เรากำลังทำร้ายโลกอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าทางฝั่งทฤษฏีปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนจะมีเหตุผล แต่ในยุคที่เรื่องผีสางเทวดา การขอหวย สัตว์ประหลาด ยังคงขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่งอย่างสม่ำเสมอในไทยนั้น การทำให้คนทั่ว ๆ ไปเชื่อว่า โลกกำลังตกอยู่ในอันตรายโดยน้ำมือพวกเราเอง น่าจะเป็นทางออกที่ดี ในการทำให้คนหันมาใส่ใจโลกมากกว่า การอ้างทฤษฎีที่เป็นจริง ที่เค้าไม่สนใจจะฟัง แล้วไม่ได้ผลในทางปฏิบัติมากกว่า

ผมว่านะ ผลที่ออกมาทำให้คนรักษ์โลกมากขึ้น ก็ดีไม่ใช่หรือ

#4 By เจ้าชายน้อย on 2007-12-14 14:01