ชีพจรโลก?ไม่เอาน่า (ตอนจบ)
posted on 31 Jan 2007 05:05 by chalita in 2005-2007, thoughtเมื่อ 50ปี ที่แล้ว แน่นอนว่าตัวเลขจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะแบบนี้หรือเปล่านักการเมืองคนหนึ่งจึงเน้นแต่เหตุการณ์ย้อนหลังไปแค่ 50ปีเท่านั้น ว่าโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางใดบ้าง เพื่อเป็นการเสริมความเชื่อของคนที่กำลังรับฟัง(ไม่รู้นะคะแค่ตั้งข้อสังเกตไปด้วยนิสัยส่วนตัว) ซึ่งเรื่องพวกนี้ มันเกิดขึ้นทั่วโลกแหล่ะ ไม่ว่าจะขุดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนหลักการสักกี่เรื่อง..ยิ่งพูดมันก็ยิ่งใช่ทั้งนั้นแหล่ะค่ะ เพราะมันอยู่ปลายเหตุแล้ว มันจึงเห็นชัด และคนส่วนใหญ่ถ้าตื่นกลัวแล้วคงไม่มีสติที่จะคิดไปให้ไกลกว่า..ชั้นน้ำแข็งที่บางลง เอลนิโน ลานินา ยอดเขาคิรีมันจาโร น้ำท่วมที่ประเทศไทย แพร่ สุโขทัย น่านแห้งแล้ง น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ประเทศกรีนแลนด์ที่คุณ Tony Blairบอกต้องวาดแผนที่ใหม่ ระบบนิเวศน์และวงจรแมลง อุณหภูมิและการระเหยของคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำทะเลในมหาสมุทร ฯลฯ.. พูดเข้าไปเถอะมันปลายเหตุทั้งนั้น นั่นทำให้คนตื่นกลัวจริงเพราะมันคือเรื่องจริง รู้สึกได้ว่ามันใกล้ตัวจริงๆจึงมีแนวโน้มที่จะหลงเชื่อได้ง่ายมาก แต่การที่ปรากฏการณ์ในครั้งนี้มันจะเกิดขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์หรือไม่นั้น มันคนละประเด็นกันนะคะ แล้วเมื่อถ้าฟังเหตุผลข้างที่เราสนับสนุนบ้างล่ะ จะสามารถคิดได้ทันทีเลยว่ามันอาจไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้
รายการชีพจรโลกยังได้เชิญ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มาบอกว่า เมื่อก่อนโลกเคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาแล้ว แต่วันนี้มันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเมื่อก่อนเรายังมีจำนวนประชากรอยู่บนโลกนี้น้อย เรายังย้ายถิ่นที่อยู่ไปยังโซนอื่นๆของโลกได้ แต่ทุกวันนี้เรามีกัน 1,000 ล้าน คนเต็มโลกแล้ว เราย้ายไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจะต้องให้ความสำคัญ(แตกตื่น)กับมัน?
ขอพูดทีละประเด็นนะคะ สิ่งที่ดร.คนดังกล่าวพูดก็หมายถึงปรากฏการณ์โลกร้อนเกิดเพราะปัจจุบันเรามีอุตสาหกรรมการผลิตปัจจัยต่างๆเพื่อมารองรับความต้องการของมนุษย์ที่มีจำนวนมากขึ้น จนมีผลให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมจนโลกใกล้พังย่อยยับมิใช่หรือ? แล้วการย้ายถิ่นฐานของคนจำนวนน้อยที่ทอผ้าใส่เองในสมัยก่อนมันเกี่ยวอะไรด้วย? ซึ่งถ้าดร.พูดว่า "เมื่อก่อนโลกเคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาแล้ว" แล้วช่วงที่ประชากรยังมีน้อยช่วงนั้น ใครเป็นคนทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดเล่าคะ?
เราเลยเกิดอาการอดรนทนไม่ไหวขึ้นมาอีกคน ว่ากลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนจำต้องสนับสนุนประเด็นของอัลกอร์ไปแล้วเหรอแต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะหมันไส้ที่อเมริกาชอบทำตัวเป็นฮีโร่ คุณอัลกอร์หวังผลทางการเมืองเลยบอกว่าจะกอบกู้โลก? เพราะอเมริกาเป็นตัวร้ายที่ทำให้โลกวอดวายเช่นกัน? อเมริกาสามารถทำให้โลกแตกได้ โดยที่อเมริกาเท่านั้นเช่นกันที่จะทำให้โลกอยู่รอดต่อไปได้...(ว๊อต-ต่า-ฟ๊าค?) ด้วยโลกภาพยนตร์อเมริกาก็ต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวจนทำให้มนุษยชาติบนโลกปลอดภัยไม่สูญพันธุ์กันมาหลายเรื่องแล้ว(มีเรื่องที่เราชอบด้วย..กรรมจริงๆ)ไม่แปลกอะไรที่คนอเมริกันจะติดอยู่กับภาพลักษณ์ของฮีโร่แขนงต่างๆ แต่ที่สำคัญ รายการไทยเรายังบ้าจี้ยกเขามาคุยเป็นจริงเป็นจังไปด้วยนี่ดิ
แล้วประเทศนี้ก็รู้กันอยู่ว่าเขาเป็นทุนนิยม(แปลว่านิยมเงินนั่นเอง) ฉะนั้นทุกอย่างที่นี่มันจะเป็นเงินเป็นผลประโยชน์ไปอย่างหมดจดแท้จริง เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งเขาออกมาประกาศว่าเขารักธรรมชาติ แม้ในหัวเขาจะแฝงไปด้วยเจตนาอื่น แต่เชื่อเถอะเรายอมรับว่าเขาจะทำได้เนียนมากเลยล่ะ แต่เขาหลอกเราไม่ได้ หนามยอกเอาหนามบ่ง เราดูหนังอเมริกาที่คนอเมริกันดีๆเปิดโปงคนพวกนี้มาเยอะ จนเราเข้าใจวงจรพฤติกรรมของคนประเทศนี้ไปแล้วเช่นกัน และดูรู้ได้บ้างว่าใครโกหกใครพูดจริง +1 ชม.ที่เราดูผ่านรายการชีพจรโลก แม้เราจะเกลียดจอร์ชบุชเช่นกัน แต่เราก็เชื่อว่าอัลกอร์(อดีตคู่แข่ง)นั้นตอแหลได้สุดขั้วไปเลยล่ะ
อยากถามจังว่านี่ทุกคนเห็นอเมริกาเป็นเจ้าของโลกใบนี้ไปแล้วเหรอไง?.....
การที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยออกมาโต้แย้งกันมากนัก เพราะเรื่องของผลประโยชน์
(โอย..เรื่องนี้อีกแล้ว)ไม่ว่าจะเป็นการอยู่รอดของมูลนิธิคุ้มครองโลกต่างๆของนักอนุรักษ์ก็ดี ที่ถ้ายิ่งมีคนสนับสนุนทฤษฎีนี้ ก็จะมีทุนเข้ามูลนิธิที่มีอยู่ดาษดื่นได้ ต่อมาก็นักการเมืองอย่างคุณอัลกอ(อีดะ..ไอ้เวร)หาเสียงสนับสนุนกันมาได้ขนาดนี้แล้วจะยอมเหรอที่จะให้ประชาชนคิดเป็นอื่น อย่าลืมว่าไม่ใช่ประเทศอเมริกาที่เดียวแน่ๆ และยังมีข้อกล่าวหากรณีผู้ที่ออกมาพูดแบบนี้จะถูกประณามว่าเป็นกระบอกเสียงให้แก่บริษัทนายทุน องค์กรเอกชนทำการค้าหวังผลกำไร ที่หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและควบคุมขั้นตอนการผลิตปัจจัยต่างๆที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆว่า งก ออกมาหาข้ออ้างที่จะประหยัด ไม่ลงทุนเพื่อโลก(เพราะพลังงานสะอาดราคาแพงค่ะ)ว่างั้น ซึ่งการเชื่อเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมเลย คนเรามีแนวโน้มจะเชื่อนักการเมืองกับนักอนุรักษ์ มากกว่าที่จะเชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกกังขาว่าเป็นเครื่องมือของนายทุนหรือเปล่าอยู่แล้ว...
กิจการที่บ้านเราทำบริษัทยามอ่ะ ไลน์การผลิตอยู่ที่ตัวคนล้วนๆไม่ได้มีโรงงานแต่อย่างใด เราไม่ได้ออกมาปกป้องเงินทุนที่บ้านหรอกนะเนี่ยบอกไว้ก่อน เพียงแต่เรามีเทคนิคมองอะไรทีละประเด็นให้ชัดเจนแบบจะๆไปก่อน อย่ามายำหลายๆประเด็นกับเรานะ หลอกเราไม่ได้หรอกเราจะแย้งให้จนมุมเลยล่ะ(โหดด้วยขอบอก) เราเลยไม่ค่อยตื่นกลัวตามกระแส
การที่เราจะใช้พลังงานสะอาดนั้นเราเห็นด้วยแน่นอน แต่ต้องไม่ใช่เพราะตามกระแส ซึ่งความเห็นเรานะถ้าจะต้องพบกับยุคน้ำแข็ง(หรือเหมือนกับใน The Day after Tomorrow) เราก็เชื่อว่าด้วยวิทยาการสมัยนี้ เราจะสามารถปรับตัวอยู่กันได้ด้วยซ้ำ คิดดูให้ดีนะคะ คนมีความสำคัญต่อธรรมชาติถึงขนาดสามารถหยุดโลกให้หมุนได้เลยหรือ? เชื่อว่าไม่เป็นความจริงเลย สำหรับสุริยจักรวาลแล้วเราเองก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์ชนิดอื่นหรอก เราไม่ใช่เจ้าของแกแลคซีนี้ หรือทั้งอวกาศซักหน่อย การที่เราทะนงตนว่ามีสมองนั้นเราสร้างมันเองหรือธรรมชาติให้มากันเล่า แล้วถ้าโลกอยู่มาได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องอยู่ได้ หรือถ้าธรรมชาติเลือกสปีชี่ส์อื่นมาเป็นเจ้าของโลกแทน วันนั้นเราจะฝืนเธอได้หรือคะ? ก็เพราะเราพยายามหยุดวงจรธรรมชาติไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราเกิดอาการสำนึกผิดและแตกตื่นไปกับการกระทำของตัวเอง.... ก็ไปปลูกต้นไม้เถอะ คิดค้นรถยนต์พลังน้ำ ปั่นจักรยาน มันดีอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ใช่ทำเพราะคิดว่าโลกจะแตกค่ะ
**สุดท้ายนี้ หาซื้อภาพยนตร์เรื่อง "An Inconvenient Truth" นำแสดงโดยอัล กอร์ (Al Gore) ได้ที่ร้านขายซีดีทั่วไป จัดจำหน่ายโดยบริษัทแปซิฟิคเจ้าของเดียวกับรายการ"ชีพจรโลก" นั่นเองค่ะ** 55555
edit @ 2007/02/22 17:50:08
คุยกับจข.บล็อก 

แต่ประเด็นที่คุณได้เขียนมานั้น ก็มีเหตุผลน่ารับฟังอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง การที่เราได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบของเราที่มีต่อธรรมชาติ มิใช่หรือ
ผมว่าพลังของภาพยนตร์ที่มีต่อคนดูนั้น มีทั้งแง่ดี และไม่ดี แน่นอน อัล กอร์ อาจจะดูเป็นพระเอกจนน่าหมันไส้ หรือลึกๆแล้ว เขาอาจจะหวังผลทางการเมืองก็ได้ แต่ผมก็ว่าก็ยังดีกว่าคนบ้าสงคราม อบ่างบุชนะ
สำหรับผมไม่ได้ชื่นชอบอเมริกันซักเท่าไหร่เหมือนคุณแหละครับ แต่หนังอเมริกัน หลายเรื่องก็เป็นที่ชื่นชอบของผมอยู่เหมือนกัน
#1 By Brawatcher on 2007-01-31 10:42