Perfume: The Story of a Murderer หนังฆาตกรรมไร้ความรุนแรง
posted on 29 Jan 2007 00:51 by chalita in 2005-2007, favoriteไชโย! อัพบลอกได้แล้ว...
ดวงไอทีของเราหมดเคราะห์แล้วเหรอเนี่ย???
เขียนไว้เสียหลายวัน อัพไม่ขึ้นซักที (เหงาชะมัด)
-----------------------------------
ด้วยว่าหลายๆครั้ง..เวลาไปดูหนังมาก็อยากมาเล่าให้ฟังบ้าง
วันนี้หาเรื่องอัพบลอกเลยได้ฤกษ์ซักที ดีใจจัง ^O^
Perfume: The Story of a Murderer
(เรื่องนี้คงมีไม่กี่คนไปดูอ่ะ สบายเรา แหะๆ)
แรกเริ่มที่ตัดสินใจไปดูหนังเรื่องนี้เพราะนอกจากจะไม่สนใจโปรแกรมอื่นๆ
แล้วพอได้เข้าไปชมภาพยนตร์ตัวอย่างในเวบไซต์ ก็รู้สึกว่าในหนังที่สร้าง
จากนิยายเรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะเราเองชอบหนังฆาตกรรมกับชอบ
โทนสีของหนังแบบนี้อยู่แล้ว(โดนใจ)+เครื่องแต่งกายของคนฝรั่งเศสใน
ศตวรรษที่สิบแปด เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจยังไงไม่รู้ และการตัด trailer
ก็จงใจให้เราทราบว่ามีการพิจารณาคดีในเมืองที่เกิดเหตุ(แสดงว่าจับตัว
ฆาตกรได้) เลยคิดว่าคงมีประเด็นอื่นๆอีก ที่ไม่ใช่เอาแต่ฆ่ากันโดยนำ
เสนอแต่ความรุนแรงอย่างเดียว และฆาตกรยุคนั้นคงยังไม่น่ากลัวเท่า
สมัยนี้หรอกมั๊ง..
ด้วยรอบฉายและการเดินทางแล้ว เราสะดวกที่ House ที่สุด โดยเมื่อ
วันอังคารเราดูรอบห้าโมงเย็นเขาปิดโรงฉายให้เลย(ไม่มีคนอื่นมาดูเลย
เหลือแต่เรา)ก็ดีเหมือนกัน เล่าให้ฟังเฉยๆ เราเองชินกับการปิดโรงดูอยู่
แล้ว ไม่ได้มีความเห็นอะไร
(ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องย่อนะ เพราะมันหาดูได้ทั่วไป)
สิ่งที่เราเห็นจากหนังก็มี.. ฝรั่งเศสเมื่อ 200 ปีที่แล้วก็คงล้าหลัง
ประมาณนี้ ก็ยังงมงาย เป็นกระต่ายตื่นตูม เอาแต่พึ่งพาศาสนจักร ซึ่ง
ตอนนั้นยังไม่มีการสืบสวนด้วยหลักการสมัยใหม่แม้แต่น้อย(ถ้าใครยังจำ
Sleepy Hollow ได้ ที่นิวยอร์กเมื่อต้นศตวรรษที่19 ทุกคนก็
หัวเราะเยาะการสืบสวนของ Ichabod Crane เหมือนกัน จะว่าไป
นิติวิทยาศาตร์เพิ่งมีมาเมื่อ 80ปี ที่แล้วนี้เอง โดยจุดกำเนิดมาจาก
ประเทศจีน*ข้อมูลจากหนังสือน่ะ) แต่ไอ้จะไปว่าเขาล้าหลังอ่ะนะ
ดูบ้านเราซะก่อน เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า สังคมไทยวันนี้ก็ล้าหลัง
กว่าแถวๆฝรั่งเศสไปประมาณ 100 ปีเหมือนกัน(เราเชื่อ เพราะยังเห็น
ต่างจังหวัดกราบไหว้ต้นไม้ขอหวย)เชื่อว่าหนังนำเสนอก็มีมูลอยู่
โล่งใจที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่มีฉากสยองเช่นใช้มีดชำแหละ..ไม่มีเลย
สบายใจที่เห็นแต่ภาพสวยๆ คลาสสิค ภาพเรือนร่างผู้หญิงที่สวยงาม
เสื้อผ้าและบ้านเมืองสวยๆ ตอนแรกนึกว่าตัวเองตาฝาดที่เห็นหนังเรื่องนี้
ติดเรท R ในอเมริกาทั้งๆที่หนังไม่มีความรุนแรงปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย
แต่ก็เอาเถอะ ประเทศใครประเทศมัน...
เราไม่เคยอ่านเรื่องนี้ตอนเป็นนิยาย แต่มีช่วงหนึ่งที่คิดว่าการเอานิยายเรื่องนี้
มาสร้างหนัง ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะมันเสียดสีสังคมปัจจุบันได้ดีเหมือนกัน
เป็นไปได้ว่าเมื่อสองศตวรรษที่แล้วสังคมเราก็ไม่ได้ต่างไปจากวันนี้เท่าไหร่
การที่เราตีตั๋วไปดูหนังหรือถ้าจะหยิบนิยายเรื่องนี้มาอ่าน คงไม่ใช่แค่ว่าอยาก
จะดูคนที่มีจมูกวิเศษหรอก มันต้องมีอะไรที่น่าสนใจกว่านั้น
การที่ตัวเอกของเรื่อง.. ฌอง-แบบติส เกรอนุย (Jean-Baptiste
Grenouille) มีสัมผัสทางการดมกลิ่นที่เหนือกว่าคนอื่นมันทำให้
ทุกๆกลิ่นในชีวิตเขามีความสำคัญมากที่สุด พอๆกับที่เราๆท่านๆต้องใช้
สายตามองดูน่ะแหล่ะ เราคอยดูแลภาพลักษณ์ภายนอกของตัวเองให้ดูดี
อยู่เสมอเสียจนบางทีสิ่งที่ตามองไม่เห็นก็คือความงามที่อยู่ข้างในนั้น
ไม่ค่อยจะมีใครใส่ใจปรับปรุงดูแลเท่าไหร่(เอาน่า..ซักหน่อย)
เช่นกัน เมื่อคุณเกรอนุย พบว่าตัวเองกลับเป็นคนเดียวในโลกที่ไม่มี
กลิ่นกายเลย นั่นทำให้เขาถึงกับคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีความหมายต่อ
โลกใบนี้แล้ว(เราชอบมุขนี้ในหนังนะ ไม่รู้ว่าคนทำหนังหรือคนเขียน
นิยายเขาตั้งใจให้เราคิดงี้ป่าวอ่ะ แต่เราคิดไปแล้วล่ะ) เกรอนุยกลัวว่า
จะไม่มีใครรักเขา คล้ายกับเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ คงเปรียบได้กับคน
ที่คิดว่าตัวเองไม่สวยไม่หล่อ เลยไม่มีความมั่นใจละมั้งงั้น..ใช่ป่าวอ่ะ?
สำหรับเราแล้ว ประเด็นสำคัญก็ไม่มีอะไรมาก เป็นหนังที่ดูได้..สนุกดี
และดีกว่าที่หวังเอาไว้ เพราะเรากลัวฉากเสียวๆซึ่งมันไม่มีก็โล่งอกไป
ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะสยอง ไม่อยากเกร็งน่ะไม่ใช่อะไรหรอก
ตอนท้ายเรื่องมันบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ แต่คิดว่าคงเป็นปัญหาของหนังที่
สร้างจากหนังสือแน่ๆเลย คือต้องจบให้ได้แบบอารมณ์ของหนัง มันเลยรู้สึก
นอยๆ อึ้งๆ ไปหน่อย ทั้งๆที่ตอนกลางๆเรื่องประมาณสองครั้งที่เราตั้งใจว่า
เดี๋ยวดูจบออกมาแล้วจะไปเขียนคอมเมนท์ที่หน้า Box Officeซะหน่อย
(เห็นมี Post-It ให้เขียนแปะกำแพงเล่นด้วย) แต่พอดูจนจบ เราเปลี่ยน
ใจแฮะ คือ ไม่เม้นท์แล้วว่ะ คล้ายกับยังคิดไม่ตก รู้สึกไม่ Complete
ทางด้านความเห็นเท่าไหร่ แต่โดยรวมหนังเขาโอเคเลยนะ เป็นหนังที่เรา
เดินออกมาจากโรงแล้วยังนึกถึง พูดถึง ยังมาถกต่อกับคนที่ไปดูด้วยกัน
อีกพอสมควรเลยล่ะ
อ้อใครอ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ต้องห่วงนะเรื่องการบอกตอนจบของหนัง บลอกเรา
จะไม่ไปยุ่งกับเนื้อเรื่องอยู่แล้วค่ะไม่ว่ามันจะหักมุมหรือไม่ก็ตาม เราให้ความ
สำคัญ เข้าใจ และเคารพกาลเทศะเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก ถ้าจะวิจารณ์ก็คงเป็น
ความรู้สึกโดยรวมของเราคนเดียวแบบนี้เท่านั้น(แจ้งไว้วันหลังจะได้มี
คนกล้าอ่านไง)
ใครชอบชมหนังย้อนยุค ไปดูได้เลยค่ะ เรานึกถึง Jack the Ripper
ด้วยเหมือนกัน แต่จำรายละเอียดและความรู้สึกของ From Hellไม่ได้
ในส่วนของ Perfume บทได้มีการปูพื้นของภูมิหลังฆาตกรมาดีค่ะ
และเราก็ไม่ตะขิดตะขวงใจในวิธีการหรือสาเหตุในการลงมือสังหารเหยื่อ
แต่อย่างใด ยังมีอีกสองคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทของ Giuseppe
Baldini รับบทโดย Dustin Hoffman เรายิ้มและรู้สึกดีตั้งแต่
วินาทีแรกที่เขาปรากฏตัวเลยค่ะ ฝีมือการแสดงสมกับเครดิตที่เขามีจริงๆ
กับอีกคนที่ไว้ใจได้เสมอ คือ Antoine Richis
โดย Alan Rickman ...
คุยกับจข.บล็อก 
#1 By หนุ่มชุดดำ on 2007-01-29 14:08