วันนี้เป็นวันครู ช่วงนี้ก็เห็นข่าวของครูจูหลิงมาหลายวันแล้ว ก็เป็นที่สลดหดหู่ใจของเราเช่นกัน -ขอให้ครูไปสู่สุขคติ- ต่อไปนี้จะเป็นมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาโจรใต้ที่เราไม่เคยพูดกับใครมาก่อน นอกจากคุณครูวิชาชีวิตตัวจริงที่คอยชี้นำแนะแนวทางให้แก่เรา ซึ่งท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ขออุทิศบลอกเล็กๆหน้านี้ให้แก่ครูตัวจริงท่านนี้และท่านอื่นๆที่ทำให้เรามีวันนี้ รวมถึงวิญญาณครูจูหลิงผู้จากไปด้วยค่ะ

ผู้เขียนต้องการระลึกถึงเหตุการณ์ที่เศร้าสลด และอยาก(แอบ)บันทึกเอาไว้ในที่สาธารณะ อยากให้เป็นอีกมุมมองเล็กๆมุมหนึ่งของความคิดน้อยๆ จากผู้หญิงที่เพิ่งจะมีอายุ30ไปไม่นานนี้ ยังผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่มากนักเมื่อเทียบกับครู และไม่ค่อยรู้จักประวัติศาสตร์ลึกซึ้งเท่าไหร่ ถ้าคิดผิดหรือไปกระทบต่อความคิดหรือความเชื่อของท่านผู้อ่าน ต้องกราบขออภัยอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะเจตนาเพียงอยากกระตุ้นความคิดอะไรบางอย่างเพื่อชาติบ้าง แม้จะคิดผิดก็ขอน้อมรับและยังคิดใหม่ได้(ดีกว่าอยู่เฉยๆนะเราแค่รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรซักอย่างตอนนี้) ทั้งนี้ผู้เขียนพร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นนะคะ แต่อย่าคิดว่าเราแบ่งแยก มันเป็นเพียงมุมมองที่คิดว่าอาจจะคุ้มค่าที่จะแสดงออกเท่านั้นเองจริงๆค่ะเท่าที่ได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง(ที่ได้กล่าวถึงในย่อหน้าแรก) โจรใต้มีมานานแล้ว ส่วนสาเหตุนั้นท่านได้ชี้แนะให้เราตั้งข้อสังเกตเอาเอง ดังนี้ค่ะ..

เป็นเรื่องของประเทศ'สยาม'ของเราที่มีคนอาศัยอยู่หลากหลายต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ทั้งเผ่าไทย เผ่าจีน แขก มอญ ฯลฯ ซึ่งสมัยก่อนแตกต่างกันอย่างไร สมัยนี้ก็ยังต่างกันอยู่อย่างนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยน นอกจากสิ่งเดียวคือชื่อประเทศ จากสยามเปลี่ยนเป็นประเทศไทย ซึ่งเดิมที ไทย ก็เป็นชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นี่ เราไม่ทราบที่มาจริงๆว่ามาจากไหนไม่ว่าจะทางประวัติศาสตร์ประเทศหรือประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา,มนุษยวิทยา

ส่วนผู้เขียนเองเป็นเผ่าคนจีน มาอยู่ที่นี่ได้เพราะบรรพบุรุษอพยพมาจากประเทศจีน คืออาม่า(ย่า)หนีสงครามมากับอากง(หรือไม่ก็หนีแม่อากงมานี่แหล่ะ^0^) พ่อเราเป็นคนรุ่นแรกในตระกูลที่เกิดบนผืนแผ่นดินนี้ แม้พี่ชายคนโต(ลุงของเรา)จะเกิดที่ประเทศจีนก็ตาม และเราเพิ่งเป็นรุ่นที่สอง เพราะฉะนั้นเรื่องเชื้อชาติที่แตกต่างของเราในวันนี้ยังเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด โดยอาม่าและอากงอพยพกันมา ท่านเกิดที่ประเทศจีนพูดไทยไม่ได้ซักคำ ทุกวันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ และเป็นต้นตอแห่งชีวิตของเราบนแผ่นดินสยาม แม้อายุมากจะร่วมร้อยแล้วแต่ตัวเป็นๆก็ยังนอนอยู่ที่บ้านพ่อเราแบบเห็นๆกันอยู่ ถ้าไม่เป็นเพราะท่านได้อพยพเข้ามา ทุกวันนี้เราคงนั่งเขียนบลอกหรือสีไวโอลินอยู่ประเทศจีนไปแล้ว

แม้เราจะเป็นรุ่นที่สองและแม่เราเป็นคนเชียงใหม่แท้ๆ แต่แม่เราก็กำพร้ามาตั้งแต่เกิด คนอื่นเก็บมาเลี้ยงไปตามยถากรรม เลยหานับญาติกับใครไม่ได้ ประเด็นคือ ด้วยเรื่องทั้งหมดนี้เราจึงยังไม่มีรากลึกของคนไทยมาฝังหัวตัวเองเท่าไหร่

เพียงแต่ใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน ท่านใจดีมากให้คนจีนอย่างเราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ให้เราได้เป็นพลเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นราษฎรของท่าน มีบ้านมีที่ทำกินยังความซาบซึ้งแก่เราอย่างมาก เราเองถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็คงจะฝังรากอยู่ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนี้ต่อไป อยากให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่าเรากำลังเปรียบเทียบตัวเองเหมือนกับคนที่ยังไม่ฝังรกราก เราจะอพยพไปอยู่ประเทศอื่นๆอีกต่อหนึ่ง ก็ทำได้ง่ายกว่าคนเผ่าไทยที่มีรกรากวงศ์ตระกูลอยู่ที่นี่มาอย่างยาวนานแล้ว

ดังนั้นนอกจากเราที่เป็นคนจีนแล้ว ที่เหลือยังมีอีกหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ดังได้กล่าวไปแล้ว ทั้งแขก มอญ หรืออื่นๆดังเป็นไปตามข้อมูลภูมิปัญญาของผู้อ่านเลยแล้วกัน และดังจะเห็นว่าประเทศเราแปลกกว่าที่อื่นคือ แม้เรามีกันหลากหลายแต่ก็รวมกันอยู่อย่างเป็นสุขไม่มีใครแบ่งแยกใคร คล้ายกับที่ผู้เขียนรู้มาจะเป็นว่า เอกลักษณ์ของความไม่แบ่งแยกอันนี้แหล่ะ ที่ถูกขนานนามว่า "สยาม" ประเทศนั่นเอง

ส่วนคำว่าไทย ก็คือชนเผ่าหนึ่งเช่นกัน เหมือนจีนนั่นแหล่ะ แต่คงมีจำนวนประชากรอยู่ในสยามมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ อาจจะอยู่มานานกว่าบ้าง หรือถ้าจะบอกว่าเป็นเจ้าของประเทศก็ดี แต่ตอนนั้นทุกคนก็เรียกสังคมนี้ว่า'สยาม' ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าถ้าย้อนไปถึงพระเนศวรแล้วท่านเป็นเผ่าไทยหรือเปล่า(ขออภัยที่ไม่ได้ทำการบ้านมานะเพราะไม่ใช่ประเด็น) แต่ที่ทุกวันนี้เราถูกเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศ'ไทย' ตามเผ่าไทยนั้น ก็โดยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เท่านั้นเอง

อ่านต่อ ตอนจบ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วยในประเด็นเรื่องของความแตกต่างของกลุ่มคน ที่รัฐพยายามทำเสมือนว่ากลืนได้สำเร็จแล้ว แท้จริงมันเป็นไปโดยการบังคับไม่ใช่กลืนโดยทางใจทำให้ยังมีส่วนที่แตกต่างไม่มีความรู้สึกว่าเค้าคือคนไทย เมื่อโดนกดดันและกดขี่ปัญหาก็ยิ่งทวีคูณ....พอเป็นเช่นนั้นส่วนกลางก็กลับไปตีตราบาปให้ศาสนาว่าเป็นเพราะศาสนา จริงๆปัญหาเรื่องการปกครองดูแลต่างหากที่เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างแรง

#1 By NuNual on 2007-01-19 10:49

เมื่อนึกถึงบรรพกาล ครั้งเมื่อกองกำลังถืออาวุธอันโหดร้ายของพวกแขกมุสลิม บุกทะลวงรุกไล่โจมตีฆ่าฟันนักบวชชาวพุทธ และเผาทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา ตำรับตำราที่เป็นคำสอนของชาวพุทธในประเทศอินเดีย จนสูญสิ้นไม่เหลือหรอ ไม่น่าเชื่อว่าบัดนี้ภาพเค้าลางของเหตุการณ์รุนแรง อันอาจจะกลับมาเกิดกับประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกในปัจจุบัน เพียงแต่วิธีการทำลายพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไป

#2 By ลัทธิอุบาทว์ (203.153.172.120) on 2007-03-17 14:55

ท่าน นบีมูฮัมหมัดที่สานุศิษย์นับถือกันนักหนา แท้จริงแล้ว ก็ไม่แตกต่างจาก ผู้ทรงเจ้าเข้าผีของเมืองไทยเท่าไรนัก เพราะต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นคนสำคัญ ที่สามารถติดต่อกับผู้วิเศษ(อัลลอฮ์)ที่จะบันดาลอะไรให้ใครก็ได้ตามที่ร้องขอ คนอื่นไม่เก่ง ไม่ดี ไม่สะอาด ไม่เลิศพอที่จะติดต่อได้ แล้วก็บอกว่าลัทธิของตนวิเศษกว่าใครๆ เที่ยวประณามไล่ฆ่าฟันพวกลัทธิอื่นมั่วไปหมด แล้วอย่างนี้จะสมานฉันท์ได้อย่างไร โลกคงมีสันติสุขอย่างที่หวังได้อยู่หรอก.....

#3 By เจ้าลัทธิ (203.153.172.120) on 2007-03-17 14:56